“ไฟ” คือ พลังที่มีอยู่ในตัวเด็ก และทุกคน

“ฟ้า” คือ พลังแห่งการให้ของทีเอ็มบี

สองคำนี้มารวมกัน เป็น ไฟ-ฟ้า (FAI-FAH) โครงการ CSR ของทีเอ็มบี ที่มุ่งสร้างสรรค์พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน ตามชุมชนต่างๆ ในเมืองหลวงให้ดีขึ้น และนี่คืออีกหนึ่งโครงการที่มีการทำต่อเนื่อง ยั่งยืน และเกิดผลที่สุดอีกหนึ่งโครงการขององค์กรภาคเอกชนไทย

ย้อนไปตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นถ้าจำกันได้เป็นช่วงที่ทีเอ็มบี ปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ เปลี่ยนตั้งแต่โครงสร้างองค์กรใหม่ วัฒนธรรมองค์กร และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้สโลแกนที่ทุกคนคุ้นหูกันดี  Make THE Difference

นอกจากมิติธุรกิจ อีกสิ่งสำคัญที่แบงก์แห่งนี้ให้ความสำคัญมากขึ้น คือเรื่องการทำกิจกรรม CSR ที่จะต้องสร้างสรรค์ความแตกต่างที่ยั่งยืนให้กับสังคม ตลอดจนปลูกฝังค่านิยมให้กับพนักงานพร้อมๆ กัน

“จริงๆ แล้วมีหลายเรื่องมากๆ ที่เราอยากจะทำ เราเลือกเรื่องเยาวชนเป็นแกนหลัก เพราะเราเชื่อว่า การสร้างคนให้มีศักยภาพ คือปัจจัยสำคัญที่จะต่อยอดการพัฒนาในสังคมที่แตกต่างได้

ถ้าเรามองไปรอบๆ ตัว ในชุมชนต่างๆ สิ่งที่เราพบคือ มีเด็กๆ อยู่ในชุมชนมาก ส่วนใหญ่พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ ไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยงลูก ทำให้เด็กหากิจกรรมทำเอง บางทีก็ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด พากันดื่มแอลกอฮอล์ หรือรวมตัวกันเป็นแก๊ง และยังมีเด็กจำนวนมากที่วันๆ ดูแต่ทีวีและเล่นอินเทอร์เน็ต ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเขาและชุมชน

ซึ่งเด็กเหล่านี้เขามีความสามารถเพียงแต่ขาดการชี้นำและฝึกฝน ทำอย่างไรที่เราจะเข้าไป “จุดไฟ” แห่งโอกาสให้กับเด็กเหล่านั้น ทำอย่างไรที่จะแนะแนวให้เห็นแสงสว่าง เปิดช่องทางเพื่อให้เด็กเดินไม่หลงทาง” กาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี เล่าความสำคัญของโครงการ

กาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี เล่าความสำคัญของโครงการ

 

ไฟ-ฟ้า “ให้คืนอย่างยั่งยืน” ของทีเอ็มบี

โครงการไฟ-ฟ้า จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2552 เพื่อมุ่งเสริมสร้างศักยภาพให้เด็กๆ ได้ใช้พลังอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นปลูกฝังให้เยาวชนอายุตั้งแต่ 12-17 ปี รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะและพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต เข้ามาเรียนทุกเสาร์-อาทิตย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อนำสิ่งที่ได้เรียนรู้พัฒนาชีวิตตนเอง และเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“เราสร้างศูนย์การเรียนรู้  4 ศูนย์ ได้แก่ ประดิพัทธ์ ถนนจันทร์ บางกอกน้อย และประชาอุทิศ  แต่ละศูนย์ก็จะคัดเลือกเด็กที่ขาดโอกาสเพื่อค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเองผ่านการเรียนรู้ทักษะทางด้านศิลปะ (Art skills) และทักษะชีวิต (Life skills)ด้วยวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาศิลปะ การวาดภาพ กีฬาเทควันโด มวย ดนตรี การแสดง ภาษา อาชีพก็มีทำขนม เบเกอรี่ การท่องเที่ยว พร้อมปลูกฝังเยาวชนให้เกิดความภาคภูมิใจและอนุรักษ์รากเหง้าความเป็นไทยแบบร่วมสมัยเอาไว้ รวมทั้งมีการท่องเที่ยวเพื่อชุมชนยั่งยืนด้วย ทั้งหมดในระยะยาวถึง 3 ปี”

ไฟ-ฟ้า แต่ละพื้นที่จะแตกต่างไปตามบริบทของชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม จากเริ่มแรกด้วยศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ประดิพัทธ์ เปิดเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเยาวชนในปี 2553 ตั้งอยู่ริมถนนประดิพัทธ์ ทางทิศเหนือของกรุงเทพฯ
ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศเปิดเมื่อเดือนมกราคมปี 2555 บนถนนประชาอุทิศ หรือทางทิศใต้ของกรุงเทพฯ
ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า จันทน์ เปิดในปี 2557 บนถนนจันทน์ หรือทางทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ

 

ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า บางกอกน้อย จุดประกายเยาวชนฝั่งธนบุรีหรือทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิด “ศิลปะในการดำเนินชีวิต” (Art of Living) แบบ “เป็นไทย”

เรียนรู้เพื่อใช้ได้จริง

สมุดที่อยู่ในมือเรา เป็นอีกหนึ่งผลงานของเด็กๆ ไฟ-ฟ้า จากการนำองค์ความรู้วิธีการผลิตกระดาษจากขยะมารีไซเคิล นอกจากนี้ ยังมีขนมต่างๆ ที่ทั้งเด็กและชาวบ้านในชุมชนทำขึ้น เป็นอีกหนึ่งความรู้ที่ทีเอ็มบีสนับสนุน จัดการอบรมการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ด้วยปรัชญาสอนให้จับปลาไม่ใช่ให้ปลา

“เด็กเข้ามาประมาณปีละ 5,000 คน มีหลายคนค้นหาตัวเองเจอว่าเขาชอบอะไร และต่อยอดเป็นอาชีพได้ ยกตัวอย่าง มีน้องคนหนึ่งเรียนทำอาหาร ตอนนี้เป็นเชฟอาชีพแล้ว บางคนเป็นไกด์ทัวร์ หลายคนนำความรู้ไปประกอบวิชาชีพของครอบครัวได้ อย่างเช่นการทำอาหารต่างๆ เป็นความสำเร็จที่เราได้เห็นการต่อยอดจากเด็กสู่ชุมชนได้”

 

เด็กธรรมดา….คือสิ่งที่สวยงาม

ช่วงวันเด็กที่ผ่านมาหลายคนคงได้เห็นหนังโฆษณาเด็กธรรมดา….คือสิ่งที่สวยงาม ที่ประสบความสำเร็จมียอดวิวกว่า 15 ล้าน มีคนแชร์มากมาย ด้วยเนื้อเรื่องที่ประทับใจ และสะท้อนถึงความสำเร็จตลอด 10 ปีของไฟ-ฟ้า ที่ไม่ได้มุ่งหวังสร้างเด็กให้เป็นที่หนึ่งในการแข่งขัน แต่ต้องการให้เด็กได้มีโอกาสค้นพบศักยภาพในตนเองและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

“สังคมทุกวันนี้แข่งขันกันเป็นที่หนึ่ง แต่เราอาจจะลืมกันไปว่ายังมีเด็กอีกหลายคน อย่าว่าแต่แข่งขันเลย แค่ทำชีวิตให้มีความสุขอย่างคนธรรมดาก็เป็นเรื่องยากแล้ว นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด ที่จะช่วยเด็กเหล่านั้นให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นเด็กธรรมดาที่รู้จักช่วยเหลือ แบ่งปัน และชอบชีวิตตัวเองมากพอ เพราะเราเชื่อว่าเด็กธรรมดา…คือสิ่งที่สวยงาม”

 

ไฟ-ฟ้า จุดประกายสังคมเพื่อความยั่งยืน

นอกจากเยาวชนแล้ว ทีเอ็มบียังโฟกัสการสร้างความยั่งยืนไปสู่ชุมชนต่างๆ ด้วยการสนับสนุนโครงการต่างๆ โดยมุ่งเน้นการให้องค์ความรู้ (สอนการจับปลาแทนการให้ปลา) ตามปรัชญา Make THE Difference

คีย์เวิร์ดสำคัญของโครงการเพื่อความยั่งยืน กาญจนาเล่าว่า ในการทำงาน CSR ความต่อเนื่องจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืน อาทิ ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ที่ทีเอ็มบีมุ่งมั่นและตั้งใจทำอย่างต่อเนื่องจนปีนี้กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 หรือกิจกรรมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืนโดยอาสาสมัครทีเอ็มบีที่ทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เป็นต้น

โครงการ Happy teacher

 

โครงการธนาคารปูม้า

“ในส่วนของพนักงานทีเอ็มบี กับการทำงานอาสาสมัครก็จะมีความท้าทายในเรื่องของการบริหารจัดการเวลา ระหว่างงานประจำกับงานจิตอาสาให้ประสบความสำเร็จได้ทั้ง  2 อย่าง ทีม  CSR จึงต้องมีการติดอาวุธ กระตุ้นพลังบวก และจิตสำนึกของการ  Make THE Difference สู่ชุมชน ที่ผ่านมาเราพิสูจน์ได้แล้วว่าการทำ  CSR ในแนวทางนี้ช่วยให้พนักงานทีเอ็มบีส่วนใหญ่รู้สึกดีกับองค์กรมากขึ้น เพราะสิ่งที่เราทำ เราทำจริงจัง ไม่ฉาบฉวย และช่วยให้พวกเขาเข้าใจคำว่า  Make THE Difference อย่างเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น ”

ตอนนี้มีแล้ว 123 โครงการ มีผู้ได้รับประโยชน์รวมแล้วถึง 50,000 คน โดยปีนี้ตั้งใจเพิ่มอีก 40 โครงการ

 

ถ้าจะให้ ต้องให้อย่างเข้าใจ

ถึงแม้จะพยายามสร้างสรรค์สิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์ที่สุดสำหรับชุมชน นำสิ่งที่ดีที่สุดมามอบให้ แต่บางครั้งไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขาให้จะเป็นสิ่งที่เขาอยากรับ

นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ที่เป็นเหตุผลว่าทำไม ทีเอ็มบีจะเข้าไปสนับสนุนชุมชนไหน จะทำโครงการอะไร ต้องลงพื้นที่จริง แล้วพูดคุยทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่นั้นทุกครั้ง

 

ไฟ-ฟ้า พระดาบส พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ

“เราเคยเอาเชฟ  le cordon bleu ไปสอนทำอาหาร ในใจเรานี่คิดเลยว่า ชาวบ้านต้องดีใจแน่ๆ แต่เปล่าเลย เรียนเสร็จไม่มีใครทำต่อ เขาบอกว่าอาหารพวกนี้ไม่รู้จะไปขายใคร ตอนหลังเราเลยไปคุยกับอาจารย์จอมขวัญ สุวรรณรักษ์ ซึ่งเป็นกูรูทำขนมไทย ปรากฏว่าชาวบ้านชอบมาก เพราะเขาสามารถเอาความรู้ไปต่อยอดได้จริง”

ความสุขของการเป็นผู้ให้

ทั้งหมดจะเห็นได้ว่า Make THE Difference ที่ทุกคนก็ทำได้ จึงไม่ใช่แค่สโลแกนสวยๆ เท่ๆ แต่เป็นการสร้างคน ดึงศักยภาพ ดึงความเป็นตัวตนของแต่ละคนในแต่ละด้านออกมาว่าตัวตนที่แท้จริงแล้วทำได้มากกว่าที่คิด

“ถามว่าเราได้อะไรจากความพยายามเหล่านี้ พี่เชื่อว่าการที่เราให้ นั้นมีความสุขกว่าการรับ เราไม่เพียงแต่ให้ความสุขกับผู้คนในชุมชนเท่านั้น เราสร้างความสุขให้กับพนักงานของเรา ที่ได้เปลี่ยนบทบาทจากพนักงานออฟฟิศเป็นอาสาสมัครลุยงานแต่ละโครงการ และเขาได้รู้ว่าตัวเขาเองไม่ใช่แค่ฟันเฟืองให้แบงก์ก้าวหน้าเท่านั้น แต่เขายังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยทำให้สังคมไทยพัฒนาดีขึ้นด้วย”

การเป็นผู้ให้จึงมีความสุขกว่าการเป็นผู้รับ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารทีเอ็มบีตั้งใจจะเพิ่มจำนวนพนักงานอาสาสมัคร จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 4,000 คน จากพนักงานทั้งหมด 8,000 คน

ติดตามเรื่องราวของโครงการไฟ-ฟ้าเพิ่มเติม คลิก https://www.tmbbank.com/en/fai_fah/home



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน