มีกระแสข่าวลือมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาว่าธนาคารธนชาตจะทำการควบรวมกับธนาคารทหารไทย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของทั้งสองธนาคาร

ข่าวนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วเมื่อวาน เมื่อธนาคารธนชาติได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งสองธนาคารได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อรวมกิจการระหว่างธนชาตและทหารไทย ตามนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนให้เกิดธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนในการจัดการ สร้างประสิทธิภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

โดยธนาคารทหารไทยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ กระทรวงการคลัง สัดส่วน 25.92% และ ไอเอ็นจี สัดส่วน 25.02%

ส่วนธนชาตมีหุ้นใหญ่ คือ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) สัดส่วนหุ้น 50.96 และ Bank of Nova Scotia (ในนามบริษัท Scotia Netherlands Holdings B.V.) สัดส่วน 49%

 

จุดแข่งที่แตกต่างรวมกันสร้างธุรกิจ

การควบรวมกิจการระหว่างสองธนาคารจะเป็นการควบรวมเพื่อเป็นธนาคารใหม่ที่มีทรัพย์สินของธนาคารรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 6 ของธนาคารพาณิชย์ทั้งประเทศไทย ด้วยฐานลูกค้าของทั้งสองธนาคารรวมกันมากถึง 10 ล้านราย บนทรัพย์สิน 1.9 ล้านล้าน จากทรัพย์สินเดิมที่ 2 ธนาคารมีอยู่ และการเพิ่มทุนจากเดิมอีก 5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562

นอกจากนี้ การรวมกิจการของทั้ง 2 ธนาคารยังเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองธนาคารมาส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อสร้างพลังในการทำธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

โดยธนาคารทหารไทยมีจุดเด่นในการระดมเงินฝากด้วยกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากที่แตกต่างจากธนาคารเดิม เช่น ทีเอ็มบี ออลฟรี ทำธุรกรรมทุกอย่างไม่มีค่าธรรมเนียม หรือ ทีเอ็มบี มี ซึ่งเป็นเวอร์ชวลแบงกิ้ง ที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารทั่วไป

ส่วนธนชาตมีจุดเด่นในด้านสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์

และยังทำให้เอื้อประโยชน์ด้านต้นทุนและงบดุล จากการใช้สินทรัพย์และการจัดหาเงินทุนจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ในขณะที่มีต้นทุนในการจัดหาเงินทุนลดลง และการใช้โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการตลาดร่วมกัน

ทั้งนี้ การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตและทหารไทยไม่ใช่ครั้งแรกของธนาคารธนชาต เพราะที่ผ่านมาธนชาตเคยมีการควบรวมกิจการกับธนาคารหลวงไทยในปี 2553

 

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer