ในปีนี้ถือเป็นปีเปลี่ยนมือครั้งใหญ่ในวงการมีเดียเอเยนซีเมื่อ เนสท์เล่ ประเทศไทย ได้เปลี่ยนมีเดียเอเยนซีที่อยู่กันมา 15 ปี สู่ Thrive เอเยนซีน้องใหม่จากค่าย IPG MEDIABRANDS เป็นครั้งแรก

ในวันนี้ Thrive เปิดตัวแถลงข่าวความร่วมมือกับเนสท์เล่เป็นครั้งแรก Marketeer ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.ธราภุช จารุวัฒนะ Group CEO IPG MEDIABRANDS และ สันต์ เดโชดมพันธ์ Managing Director Thrive ประเทศไทย ถึงรายละเอียด ทิศทาง และจุดเด่นของ Thrive ที่ทำให้เนสท์เล่สนใจและเรียกไปพิชชิ่งงาน จนได้แอคเคาน์เนสท์เล่ ประเทศไทย มาทั้งหมด

2 ผู้บริหารเล่าให้เราฟังว่า Thrive เป็นเอเยนซีในเครือ IPG MEDIABRANDS ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น Exclusive Agency ให้กับเนสท์เล่ โดยเฉพาะ จากการมองเห็นโอกาสจากศักยภาพธุรกิจเนสท์เล่ทั่วโลกที่มีโพเทนเชียลสูง

โดย Thrive เริ่มต้นครั้งแรกในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะแตกกิ่งสาขาออกไปเพื่อรองรับงานเนสท์เล่ในประเทศอื่นๆ

จนปัจจุบัน Thrive มีทั้งหมด 8 แห่งกระจายทั่วโลก โดยในเซาท์อีสต์เอเชีย เปิดให้บริการใน 2 ประเทศได้แก่ ออสเตรเลีย และไทย

โดยในประเทศไทย Thrive ถือเป็นหน่วยงานที่ 5 ของ IPG MEDIABRANDS ประเทศไทย มีมาลี กิตติพงศ์ไพศาล เป็น CEO และสันต์ เดโชดมพันธ์ เป็น Managing Director และเริ่มมีผลงานในการซื้อมีเดียครั้งแรกในเดือนมกราคม 2562

แม้ Thrive จะเป็นเอเยนซีเกิดใหม่ในประเทศไทย แต่สำหรับทั่วโลกแล้ว Thrive เป็นเอเยนซีที่มีสาขาทั้งหมด 8 แห่ง โดยเริ่มต้นจากนิวยอร์ก จากวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อพิชชิ่งงานรองรับบิสซิเนสแพลนของเนสท์เล่โดยเฉพาะ

หลังจากที่ IPG MEDIABRANDS จัดตั้ง Thrive เป็นเอเยนซีที่ 5ของไอพีจีประเทศไทย ซึ่งเป็นเอเยนซีน้องใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น Exclusive Agency ที่ทำงานร่วมกับลูกค้าเนสท์เล่ในทุกมิติโดยเฉพาะ

ภายใต้การทำงานของ Thrive ประกอบด้วยจุดเด่น 3 ประการเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าถึงลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรมบนสโลแกน Better Science, Better Art, Better Outcomes

Better Science นำข้อมูลหลายมิติทั้งในมุมของประชากรศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ ทัศนคติ การเปิดรับสื่อ พฤติกรรมการจับจ่าย และอื่นๆ ผสมผสานและใช้เทคโนโลยีจัดการ ผ่านเครื่องที่เรียกว่า The Business Analytic Engine (BAE) เพื่อเป็นแกนกลางในการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารในภาพรวม ด้วยการสร้างรูปแบบการทำงานที่สามารถคาดการณ์ถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในการวางธุรกิจด้วยข้อมูลเชิงลึกแบบ Real Time เพื่อหา High Value Audience ที่เหมาะสมในการสื่อสาร

Better Art ศิลปะในการสื่อสารจากความเข้าใจในโมเมนต์ที่ถูกต้องของผู้บริโภค ทั้งช่วงเวลา ความรู้สึก และอารมณ์

ซึ่งประกอบด้วย Persuasion Moment ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคเปิดแบรนด์มากที่สุด และ Precision Moment ช่วงเวลาที่แบรนด์สามารถกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคให้สนใจสินค้านั้นได้

สันต์ได้ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เราฟังว่า ในอดีต โฆษณากาแฟอาจจะทำโฆษณาที่สื่อถึงความอบอุ่นในการดื่มกาแฟยามเช้า ซึ่งถ้านำโฆษณาชิ้นนี้ไปสื่อสารกับผู้บริโภคช่วงบ่าย จะไม่สามารถสร้างอารมณ์ให้ผู้บริโภคอยากดื่มกาแฟได้

นอกจากนี้ภายใต้ Better Art ยังหมายถึงการสร้างสรรค์งานที่มีความแปลกใหม่ดึงดูดความสนใจผู้บริโภค  ซี่งประกอบด้วยการวิเคราะห์ 4 มิติ ได้แก่ วิเคราะห์ประสิทธิภาพของสื่อ, มองหาความเหมาะสมของสื่อ, รูปแบบโฆษณาที่เหมาะสม และเนื้อหาที่เหมาะสม

โดย Thrive จะแบ่งเม็ดเงินโฆษณาออกเป็น 3 ส่วน ที่ต้องทำล้อไปด้วยกัน

90% ของงบโฆษณาจะใช้ซื้อสื่อในรูปแบบปกติทั่วไป

9% ทุ่มไปกับการทดลองในการซื้อสื่อใหม่ๆ  

1% เป็นการเลิร์นนิ่งหาสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

Better Outcomes เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า ผ่านการทำงานร่วมกับเนสท์เล่ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับเนสท์เล่ เพื่อหาผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีที่สุด

ทั้งนี้ภายใต้การร่วมมือกันระหว่าง Thrive กับเนสท์เล่ ประเทศไทย เป็นสัญญาที่ทำร่วมกัน 3 ปี ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาระยะยาวอย่างต่อเนื่อง



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer