จากธุรกิจร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็กๆ มีจุดขาย ระบบเงินผ่อน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว

จากนั้น Jaymart ค่อยๆ ผันตัวเองมาเป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัจจุบันคือ Smartphone ทั้งขายส่ง-ขายปลีก
จนกลายเป็นตัวแทนจำหน่าย Smartphone ที่ทรงอิทธิพล มีสาขาถึง 211 สาขาทั่วประเทศ

มีรายได้แต่ละปีเกิน 10,000 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 300-500 ล้านบาท/ปี  แต่ล่าสุดในปี 2018 Jaymart กำลังพบเจอกับคำว่า “ขาดทุน”

จะเป็นการขาดทุนครั้งแรกหรือไม่นั้นคงยังระบุไม่ได้ แต่หากไล่ดูผลประกอบการย้อนหลัง 10 ปี ต้องบอกว่าปี 2018 เป็นปีแรกที่ Jaymart ขาดทุน

โดยมีรายได้ 12,895 ล้านบาท ขาดทุน 277 ล้านบาท

อะไรที่ทำให้ Jaymart ต้องพบเจอสถานการณ์เลวร้าย

นั่นคือธุรกิจหลักในการเป็นตัวแทนขาย Smartphone ที่มีสัดส่วนรายได้ถึง 70% จากรายได้ทั้งหมดของบริษัท กำลังมียอดขายลดน้อยลงในทุกช่องทาง

ปี 2017 ยอดขายปลีกตามสาขา 8,264 ล้านบาท ขายส่งตามร้านค้า 2,559 ล้านบาท

ปี 2018 ยอดขายปลีกตามสาขา 7,633 ล้านบาท ขายส่งตามร้านค้า 2,080 ล้านบาท

สรุปแล้วรายได้ธุรกิจหลักอย่าง Smartphone ของ Jaymart หายไป 1,110 ล้านบาทหากเทียบกับปี 2017

สาเหตุหลักนอกจากตลาด Smartphone ในแง่จำนวนเครื่องที่ลดลง 5% แล้วนั้น ยังต้องเจอคู่แข่งที่น่ากลัวในช่องทางออนไลน์ทั้ง Lazada, Shopee ที่ทำโปรโมชั่นราคารุนแรง

และคู่แข่งออนไลน์เหล่านี้ก็แย่งยอดขาย Jaymart ไปไม่มากก็น้อย! แม้ Jaymart เองจะมีช่องทางขายออนไลน์ก็ตามที

เหตุผลต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยระบุไว้ในรายการประจำปีชัดเจนก็คือ “ปัญหาสินค้าคงคลัง” ที่มีมากเกินไปหรือที่เรียกกันว่า “สต๊อกบวม”

หากเป็นสินค้าอื่นๆ อาจไม่รุนแรงเท่าไร แต่กับสินค้า IT อย่าง Smartphone ต้องบอกว่าผลกระทบรุนแรง

เพราะสินค้าอย่าง Smartphone ไม่ว่าจะรุ่นไหนในโลกนี้ กลไกราคาเหมือนกันหมด

คือ “เวลาจะกัดกินราคา” ให้ถูกลงเรื่อยๆ

ทางออกก็คือการ “ลดราคา” ทั้งขายปลีก-ขายส่งตามร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อให้สินค้าคงคลังอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจ

ผลที่ได้นอกจากยอดขายในเชิงมูลค่าจะน้อยลงกว่าเดิมอย่างน่าใจหาย บางดีลของช่องทางขายส่งให้แก่ร้านค้าตู้มือถืออาจจะต้องยอมขาย “ขาดทุน” เพื่อระบายสินค้าและนำเงินสดมาหมุนเวียนในธุรกิจ

และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ขาดทุนถึง 277 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

แล้ว Jaymart ปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ตัวเองกลับมามีกำไร

โดยล่าสุด Jaymart ประกาศว่าจะไม่เน้นการขยายสาขาเหมือนในอดีตเพื่อประหยัดต้นทุน จากนั้นก็หันมาใช้วิธีเพิ่มยอดขายในแต่ละสาขาของตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิม

นั่นคือการเพิ่มสัดส่วนสินค้าประเภทอุปกรณ์เสริม Smartphone และ Gadget ต่างๆ เข้ามาในร้าน

และสินค้าอุปกรณ์เสริมเหล่านี้นอกจากซื้อง่าย-ขายคล่องเพราะราคาไม่แพงแล้วนั้น กำไรต่อ 1 ชิ้นก็ไม่น้อย

แผนการ “พลิกเกม” ในธุรกิจหลักอย่างการขาย Smartphone จะกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่นั้น คงยังตอบไม่ได้ในเวลานี้

แต่ในช่วง “ฝันร้าย” ในปี 2018 ที่ผ่านมาของ Jaymart ก็ยังพอมีเรื่องให้ “ฝันดี”

เมื่อธุรกิจรองลงมาที่มีสัดส่วน 20% จากรายได้ทั้งหมดอย่าง “ติดตามหนี้ด้อยคุณภาพ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต” มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

จากปี 2017 มีรายได้ 1,842 ล้านบาทมาในปี 2018 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,613 ล้านบาท

สุดท้ายแล้ว Jaymart จะกลับมามีกำไร หรือขาดทุนเหมือนเดิม?

ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับตัวเองต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม ได้ดีแค่ไหน?

โดยเฉพาะโลกของธุรกิจหลักอย่างตลาด Smartphone ที่ไม่ได้หอมหวานเหมือนในยุคเริ่มต้น



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer