Mobidrip X Mother Roaster ร้านกาแฟที่มีเสน่ห์ทั้งในและนอกแก้วกาแฟ

“แก่สมัยนี้มันไม่เหมือนแก่สมัยก่อนแล้ว” นี่คือคำตอบที่ได้กลับมา หลังจากเราถามคุณป้าวัย 70 ปีไปว่าทำไมถึงออกมาทำร้านกาแฟเป็นของตัวเอง

หากลง MRT สถานีหัวลำโพงแล้วเดินเลี้ยวซ้ายมาสักประมาณ ​200 เมตร คุณจะพบกับร้านกาแฟที่เรากำลังพูดถึง

ไม่เพียงแต่หญิงวัย 70 ปี ที่ยืนดริปกาแฟอยู่หลังบาร์ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น แต่สิ่งที่คุณจะได้พบจากร้านเล็กๆ แห่งนี้ก็คือการเป็นร้านกาแฟที่ไม่มีน้ำตาล

แต่ทำให้รสชาติกาแฟในแก้วกลมกล่อมได้ด้วยเมล็ดพันธุ์ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี เคล้ากับบทสนทนาจากเจ้าของร้านที่มีทั้งความกวนและความเก๋า สะท้อนได้จากประโยคที่เธอบอกกับเราว่า

“กาแฟร้านนี้ไม่ต้องมีน้ำตาลหรอก เพราะป้าหวานอยู่แล้ว”

ก่อนจะต่อยอดไปยังบทสนทนาต่อไป เราแนะนำตัวเองและถามชื่อคุ้นป้าเพื่อสร้างความรู้จักกันให้มากขึ้น แต่เธอกลับตอบเรามาว่า “ชื่อนั้นสำคัญไฉน เรียกป้าว่าป้าก็พอ แล้วให้คนอ่านของหนูรู้จักเรื่องราวของป้าแทนดีกว่า”

แม้จะไม่บอกชื่อเสียงเรียงนาม แต่เธอเล่าให้เราฟังว่าหลังจากเกษียณก็อยู่บ้านเฉยๆ เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวไปตามประสา อยู่ไปนานๆ เข้าก็เริ่มมีความรู้สึกเบื่อเกิดขึ้นมา ครั้นจะให้ออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นเฉยๆ ก็เกรงใจลูกหลานเพราะคงจะเป็นอะไรที่เปลืองสตางค์จนเกินไป

และด้วยเป็นคนที่ทำงานมาโดยตลอด วันหนึ่งคุณป้าจึงตัดสินใจออกไปช่วยลูกชายเปิดบูธขายกาแฟที่ K-Village ในนามของแบรนด์ Mobidrip

แต่เมื่อเป็นแค่เพียงการออกบูธ คุณป้าจึงได้ออกมาทำงานเพียง 2-3 ครั้งต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นจำนวนวันที่น้อยเกินไปหากเทียบกับความเป็นคนกระตือรือร้นที่ชอบทำอะไรอยู่ตลอดเวลา

คุณป้าจึงพูดคุยปรึกษากับลูกชายเพื่อพัฒนาไอเดียร่วมกัน สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ความคิดของคนสองเจเนอเรชั่นจึงกลายมา Mobidrip X Mother Roaster ร้านกาแฟเล็กๆ แต่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์มากมายอย่างที่เราได้เห็นกัน

สิ่งที่ทำให้คุณป้าเลือกขายกาแฟไม่เพียงเพราะ Know-How ต่างๆ ที่ลูกชายมีอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความชอบส่วนตัวของคุณป้าที่ดื่มกาแฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้วทุกวัน เป็นการดื่มทั้งเพื่อเอากาเฟอีนและสุนทรียะ ที่คุณป้ารู้จักคุณสมบัติของเมล็ดกาแฟแต่ละสายพันธุ์เป็นอย่างดี

พิสูจน์ได้จากอเมริกาโน่เย็นที่เธอดริปให้เราดื่มเคล้าบทสนทนา กับรสชาติที่ ‘เบา บาง สดชื่น’ ไม่เข้มขมเหมือนกับอเมริกาโน่ที่เราเคยดื่มทั่วไป

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหลังจากปิดร้านคุณป้าก็จะกลับบ้านและลงมือคั่วเมล็ดกาแฟด้วยตัวเองทุกวันถึง 5 ทุ่ม แล้วค่อยตื่นมาอีกทีตอน 6 โมงเช้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางออกจากบ้านย่านประชาอุทิศไปยังร้านที่อยู่แถวหัวลำโพง

“ลูกค้าที่มาจะชอบคิดว่าบ้านป้าอยู่แถวนี้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ บ้านป้าอยู่แถวประชาอุทิศโน่น ส่วนที่มาเลือกโลเคชั่นร้านให้อยู่ตรงนี้ เพราะลูกชายขับผ่านมาเห็นแล้วเขาติดป้ายว่าให้เช่า

แล้วบรรยากาศรอบๆ ก็เป็นเมืองเก่า เข้ากับคอนเซ็ปต์ร้านที่คิดไว้กับลูกชายพอดี ก็เลยตัดสินใจเลือกตรงนี้เป็นหน้าร้าน ตอนเช้าให้ลูกมาส่ง ตอนเย็นให้เขามารับ คิดแล้วมันก็เหมือนตอนเด็กๆ ที่เราไปรับ-ส่งเขา ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นเขารับ-ส่งเราบ้าง”

คุยกันไปได้สักพัก รู้ตัวอีกทีเราแทบจะลืมไปเลยว่ากำลังพูดคุยกับผู้หญิงวัย 70 อยู่ เพราะด้วยลวดลายของเสื้อยืดที่สวมใส่ ท่าทางที่คล่องแคล่ว หรือศัพท์แสงที่รู้จักคำแสลงไม่ต่างจากวัยรุ่น

เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ความคิดของคุณป้าไม่แก่ไปตามอายุ?

สิ่งที่เธอตอบเรากลับมา เป็นคำตอบที่ทำให้เรารู้สึกว่าในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ หากมีผู้สูงวัยที่มีทัศนคติเหมือนกับคุณป้า มันก็คงจะเป็นสังคมผู้สูงวัยที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิดไว้เลย

“ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องมีมุมมองที่พร้อมจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โลกปรับเราก็ต้องปรับตาม มันถึงจะอยู่รอดได้

เปรียบเหมือนกับกาแฟนั่นแหละ ถ้าป้ายังยึดติดกับกาแฟในแก้วใสที่มีนมข้นเป็นชั้นๆ อยู่ข้างใต้แบบสมัยก่อน ก็คงจะไม่รู้ว่ากาแฟยุคใหม่มันเป็นยังไง มันให้สุนทรียะกับเราได้มากขนาดไหน

แล้วมันก็ไม่ใช่แค่ในตอนนี้หรอก แต่ความเปลี่ยนแปลงมันมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยนั่นแหละ เราต้องรู้จักปรับตัว และการจะปรับตัวได้ก็คือเปิดใจให้กว้างไม่ใช่มัวแต่ยึดติดอยู่กับแค่สิ่งเดิมๆ ที่เรารู้อยู่แล้ว”

Content Creator: Joy Kaewatsadorn

Photographer: Metee Choocherd 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer