Le Cordon Bleu ดีไหม ? เปิดตำนานสถาบันสอนทำอาหารที่เป็นจุดหมายของเชฟทั่วโลก

ก่อนอาหารแต่ละจานจะขึ้นโต๊ะให้เราได้อิ่มอร่อย ย่อมต้องผ่านการต้ม-ผัด-แกง-ทอด มามากหรือน้อยไม่เท่ากัน ยิ่งถ้าเป็นร้านอาหารชื่อดังหรือโรงแรมใหญ่ๆ กระบวนการปรุงความอร่อยต้องใช้ทักษะหลายด้าน เป็นงานที่ผิดพลาดไม่ได้ และควรมีความรู้ความเข้าใจผ่านการศึกษามาอย่างลึกซึ้ง โดย Le Cordon Bleuคือสถาบันลำดับต้นๆ ที่คนมีฝันด้านธุรกิจการทำอาหารอยากไปเรียน

นอกจากประวัติที่ยาวนานแล้วสถาบันแห่งนี้ยังมีความน่าสนใจตรงที่เส้นทางความสำเร็จ จำนวนสาขาในหลายประเทศ และมีส่วนสำคัญในการทำให้อาหารฝรั่งเศสเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

สถาบัน ‘โบน้ำเงิน’ อายุเกินร้อย ของคนอยากเดินบนทางสาย Chef

Le Cordon Bleuก่อตั้งเมื่อปี 1895 โดย Marthe Distel นักข่าวหญิงชาวฝรั่งเศส ตามกระแสเรียกร้องของผู้อ่าน La Cuisiniere Cordon Blue นิตยสารด้านอาหารรายสัปดาห์ที่อยากเรียนทำอาหารจากเมนูในนิตยสาร ช่วงแรกผู้ที่มาเรียนคือสมาชิกของนิตยสารที่ส่วนใหญ่เป็นหญิง

จากการได้พ่อครัวแม่ครัวชื่อดังในยุคนั้นมาสอน กระแสตอบรับจึงล้นหลาม จนในที่สุดโรงเรียนประสบความสำเร็จและนิตยสารกลายเป็นเหมือนเอกสารประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน

Le Cordon Bleu Inside

ความโด่งดังทำให้เริ่มมีนักเรียนต่างชาติ ทั้งในยุโรป เช่น รัสเซีย (ปี 1897) หรือแม้กระทั่งประเทศที่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลอย่างญี่ปุ่น (ปี 1905)

จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ปี 1927 Le Cordon Bleuต้องขยายเป็น 4 สาขา แต่ยังอยู่แต่ในเฉพาะฝรั่งเศสเท่านั้น ต่อมาในปี 1933 ขยายสาขาไปกรุง London ซึ่งถือเป็นการเปิดสาขาในต่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วย

ช่วงยุค 40-60 Le Cordon Bleu เป็นที่รู้จักนอกประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เริ่มจาก Dione Lucas ศิษย์เก่าชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้เปิดสาขาใน London เปิดทั้งโรงเรียนและร้านอาหารจากเมนูที่ร่ำเรียนมาจากสถาบันแห่งนี้

Julia Child Le Cordon Bleu

Julia Child

ตามด้วย Sabrina ภาพยนตร์ดังมีฉากที่นางเอกของเรื่องซึ่งรับบทโดย Aurdry Hepburn เข้าเรียนทำอาหารที่ Le Cordon Bleu และ The French Chef รายการสอนทำอาหารทางโทรทัศน์ ของ Julia Child ซึ่งเคยไปเรียนที่ Le Cordon Bleu กลายเป็นรายการยอดฮิต  

Le-Cordon-Bleu Chart

หลัง Andre J. Cointreau ทายาทตระกูลดังในวงการเครื่องดื่มของฝรั่งเศส ซื้อกิจการLe Cordon Bleu ต่อจาก Elizabeth Brassart เพื่อนของตระกูล ในปี 1984 การเรียนการสอนของสถาบันสอนทำอาหารชั้นนำแห่งนี้ก็เป็นระบบมากขึ้น

และเริ่มมีการสอนเป็นภาษาอังกฤษ จนจำนวนนักเรียนชาวต่างชาติที่อยากสานฝันการเป็น Chef มาเรียนกันมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้นด้วย

Andre J. Cointreau Le Cordon Bleu

(คนกลางใส่สูท) Andre J. Cointreau ซีอีโอ Le Cordon Bleu  

ในปีต่อๆ มา Le Cordon Bleuภายใต้การบริหารของ Andre J. Cointreau ก็ขยายสาขาไปต่างประเทศมากขึ้น เริ่มจากญี่ปุ่นในปี 1991 ออสเตรเลียในปี 1996 สหรัฐฯ ในปี 1998 (ปัจจุบันปิดตัวแล้ว)

และเกาหลีใต้ในปี 2002 ส่วนในไทยเปิดในปี 2006 ผ่านความร่วมมือกับดุสิตธานี ปัจจุบันสถาบันสอนทำอาหารแห่งนี้ที่ชื่อแปลได้ว่าโบน้ำเงินอันสื่อถึงคุณภาพชั้นเลิศระดับชาววัง มีสาขาอยู่ 35 แห่งใน 20 ประเทศ

ในไทยถือเป็นสาขาที่ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และช่วง 2-3 ปีมานี้ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ยืนยันได้จากกลุ่มอายุระหว่าง 20-25 ปี ที่มาสมัครเรียนเพิ่มขึ้น 30% จากเมื่อ 2 ปีก่อน ท่ามกลางการขยายตัวของธุรกิจร้านอาหารในไทยซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 415,000 ล้านบาทต่อปี

 

ทำไม Le Cordon Bleu ประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จของ Le Cordon Bleuเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากมาตรฐานเรียนการสอนที่ดี การได้ Chef ชั้นนำระดับ Michelin Star มาเป็นครูผู้สอน และหลักสูตรที่หลากหลายครอบคลุมตั้งแต่อาหารคาว หวาน ไปจนถึงการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารขั้นสูง

Le-Cordon-Bleu Chef

ค่าเรียนเทียบเป็นเงินไทยอยู่ที่ระหว่าง 3,500 ถึง 1.2 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีหลักสูตรเฉพาะสำหรับบางประเทศเพื่อจับกลุ่มชาวต่างชาติที่อยากเรียนรู้เมนูดังจากต้นตำรับอย่างเป็นระบบ เช่น อาหารไทย และอาหารญี่ปุ่น 

Le Cordon Bleu Tokyo

ร้านกาแฟ La Boutique Cafe Le Cordon Bleu ในญี่ปุ่น 

นอกจากนี้ Le Cordon Bleuก็ไม่หยุดแค่การเป็นโรงเรียนสอนทำอาหาร โดยยังมีธุรกิจที่สร้างรายได้และเสริมความแกร่งให้แบรนด์อีก 3 ธุรกิจคือ ภัตตาคารและร้านกาแฟ (ในฝรั่งเศส แคนาดา และญี่ปุ่น) สินค้าลิขสิทธิ์ต่างๆ และที่ปรึกษาในธุรกิจร้านอาหารด้วย/cordonbleu,  wikipedia, culinaryschools

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer