ใน 1 ปีประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลเอกชน 68.2 ล้านคน โดยมีจำนวนการเข้าใช้บริการ 168 ล้านครั้ง/ปี

เฉลี่ยแล้วผู้ป่วย 1 คนเข้าใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน 2.4 ครั้ง/ปี (ข้อมูลรวมคนต่างด้าวและชาวต่างชาติที่มาใช้บริการ)

เป็นค่าเฉลี่ยที่สูง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีสถานพยาบาลรวมกันทุกรูปแบบทั้งของรัฐบาลและเอกชนสูงถึง 38,500 แห่งทั่วประเทศ (รวมคลินิกและศูนย์อนามัยต่างๆ เป็นต้น)

โดยในจำนวนดังกล่าวนั้นแบ่งเป็น สถานพยาบาลของรัฐบาล 34% หรือคิดเป็น 13,090 แห่ง

ที่เหลือ 64% เป็นของเอกชนหรือคิดเป็น 25,410 แห่ง โดยอยู่ในรูปแบบโรงพยาบาลเอกชนจำนวน 347 แห่ง

ที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ป่วย 68.2 ล้านคนของโรงพยาบาลเอกชน 347 แห่งทั่วประเทศ สามารถสร้างรายได้มหาศาล

เพราะหากนับเฉพาะแค่โรงพยาบาลที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 23 บริษัทก็มีรายได้รวมกันประมาณ 2.4 แสนล้านบาท/ปี

หรือคิดเป็น 65-70% จากรายได้ของโรงพยาบาลเอกชนรวมกันทั้งหมด

โดยรายได้ส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลเอกชนมาจากค่ายา 35% รองลงมาคือ รายได้จากบริการทางการแพทย์ 20% การวิเคราะห์ผลจากห้องปฏิบัติการและห้องเอกซเรย์ 14% ห้องพักผู้ป่วย 9% และรายได้อื่นๆ 12%

ไม่แปลกที่หากมองดูผลประกอบการ โรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่ง ส่วนใหญ่จะมีกำไรต่อปีอย่างมหาศาล

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ที่มีโรงพยาบาลในเครือมากกว่า 50 สาขาแบ่งเป็น 6 แบรนด์

โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลสมิติเวช, โรงพยาบาลบีเอ็นเอช, โรงพยาบาลพญาไท, โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล และโรงพยาบาลรอยัล (บางโรงพยาบาลเป็นการถือหุ้นใหญ่) .

โดยมีกำไรในปี 2018 ถึง 9,191 ล้านบาท จากในอดีตปี 2015 มีกำไร 7,917 ล้านบาท

บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) มีกำไรในปีที่ผ่านมา 723 ล้านบาท ในปี 2016 มีกำไร 678 ล้านบาท

บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรในปีที่ผ่านมา 4,151 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2015 มีกำไร 3,435 ล้านบาท

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผู้ป่วยถึงนิยมใช้โรงพยาบาลเอกชนทั้งๆ ก็มีโรงพยาบาลรัฐ จนทำให้ในแต่ละปีโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งมีกำไรในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อันดับแรกสุดคืออัตราจำนวนประกันสุขภาพและประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิเพื่อลดหย่อนค่ารักษาพยาบาล เพื่อแลกกับความสะดวกสบายมากกว่าใช้บริการโรงพยาบาลรัฐบาล

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2012 ประเทศไทยมีจำนวนคนทำประกันสังคมทั้งหมด 10.4 ล้านคน

ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2019 มีจำนวนประกันสังคมทั้งหมด 13.1 ล้านคน

เหตุผลต่อมาคือการเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติที่มารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น

จากในปี 2012 มีจำนวน 3 ล้านคน แต่ล่าสุดปี 2018 มีประมาณ 4.2-4.3 ล้านคน

เหตุผลสุดท้าย เป็นกลวิธีที่น่าสนใจในการเพิ่มจำนวนลูกค้าของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน ด้วยบริการใหม่ๆ ที่ในอดีตหลายโรงพยาบาลเอกชนอาจไม่เคยมีมาก่อนเช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์หรือเชิงสุขภาพ, ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ นั่นคือ “ปลาใหญ่ย่อมได้เปรียบปลาเล็กเสมอ” มีต้นทุนในการทำธุรกิจที่ถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กตามสูตรการตลาด Economy of scale

และก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เราจะเห็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ซื้อหุ้นกิจการโรงพยาบาลขนาดเล็กอยู่บ่อยครั้ง

รวมถึงขยายสาขาเพิ่มขึ้นของโรงพยาบาลเอกชนจากปี 2012 มีสาขารวมกัน 320 แห่ง มาในปี 2017 มี 347 แห่งทั่วประเทศ

การขยายอาณาจักรของโรงพยาบาลเอกชนก็เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองในการสั่งซื้ออุปกรณ์การแพทย์และยารักษาโรค รวมไปถึงต้นทุนอื่นๆ ในการทำธุรกิจ

สุดท้าย การมีสาขาจำนวนมากก็ย่อมหมายถึงการเข้าถึงผู้ป่วยมากกว่าโรงพยาบาลขนาดเล็ก

ทั้งหมดเพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่ง และมีกำไรในการทำธุรกิจในแต่ละปีอย่างมหาศาล

แต่ก็ใช่ว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กจะไม่มีที่ยืน เพราะหากดูผลประกอบการส่วนใหญ่เกือบทุกรายต่างยังมี “กำไร” แถมยังเป็น “กำไร” ที่เติบโตกว่าในอดีต

ส่วนจะกำไรมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าใครใหญ่กว่ากัน




อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer