การซื้อสินค้าที่ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสแถมมาส่งถึงหน้าประตูบ้านแบบไม่ต้องรอนานในยุคนี้ส่งผลโดยตรงต่อทั้งจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าไปซื้อตามห้างค้าปลีก และยอดขายของแบรนด์ดัง จากสภาพการณ์ดังกล่าวฝ่ายหลังจึงต้องปรับตัว โดยบรรดาแบรนด์ดังในกลุ่มสินค้าอย่างเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัย (Personal Care) แฟชั่นแบรนด์หรูหรือแม้กระทั่งสุรา ต่างพากันขยายสาขาตามร้านปลอดภาษี (Duty-Free) ในสนามบินกันมากขึ้น 

Colgate แบรนด์ใหญ่กลุ่ม Personal Care ที่ดังจากยาสีฟัน เพิ่งซื้อกิจการ Filorga แบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อหวังทำกำไรและชิงส่วนแบ่งในตลาดค้าปลีกในสนามบิน (Airport Retail) ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลังผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Millennial ซึ่งมีกำลังซื้อเดินทางด้วยเครื่องบินไปต่างประเทศกันมากขึ้น

Estee Airport Duty Free สาขาแบบ Duty Free ของ Estee Lauder ที่สนามบินปักกิ่ง     

ด้าน Estee Lauder แบรนด์เครื่องสำอางดังของฝรั่งเศสตอบสนองต่อแนวโน้มเชิงบวกดังกล่าว ด้วยการเปิดสาขาในสนามบิน และเพิ่มงบโฆษณาใน Airport Retail รวมไปถึงส่งสินค้าที่ซื้อถึงที่นั่งบนเครื่องบินให้ลูกค้าด้วย ส่วน Jack Danial’s แบรนด์สุราอเมริกันก็ไม่ขอตกเทรนด์ มีการออกขวดขนาดพิเศษที่มีขายเฉพาะในสนามบิน

Jack_Daniels Duty Freeบูธแบบ Duty Free ของ Jack Danial’s ที่สนามบินในออสเตรเลีย  

ตามข้อมูลของ Boston Consulting บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการชื่อดังสัญชาติอเมริกัน ระบุว่า เมื่อปี 2017 ยอดขายสินค้าในร้าน Duty-Free ทั่วโลกสูงถึง 69,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากปี 2002 หลังจำนวนนักท่องเที่ยวและนักเดินทางในสนามบินทั่วโลกในกรอบเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้น โดยมากสุดคือสนามบินในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก ที่เพิ่มขึ้น 14%

Duty Free 2

ด้าน NPD บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลตลาดเก่าแก่ในสหรัฐฯ คาดว่า จำนวนผู้มาใช้บริการสนามบินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% ต่อปีไปจนถึงปี 2026 และแต่ละคนใช้เวลาเฉลี่ยอยู่ในสนามบินประมาณ 56 นาที และเวลา 25 นาทีจะหมดไปกับการซื้อของฝากให้คนที่บ้านหรือของให้ตัวเองในสนามบิน ซึ่งเป็นโอกาสทองที่เหล่าแบรนด์ดังต้องคว้าไว้/cnn



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน