เปิดผลประกอบการ SCG ไตรมาส 2/62 รายได้ลด 9% กำไรลด 27% (YoY) เซ่นพิษเศรษฐกิจโลก แต่ธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รับอานิสงส์โครงการก่อสร้างในประเทศ กำไร 10% ปรับประมาณการรายได้ทั้งปีติดลบ 5-10%

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ในไตรมาส 2/62 บริษัทมีรายได้จากการขาย 109,094 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3% จากไตรมาส 1/62 โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 9,079 ล้านบาท ลดลง 27% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 22% จากไตรมาส 1/62

ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับชดเชยเงินตามกฎหมายแรงงานจะมีมูลค่า 2,035 ล้านบาท จะทำให้บริษัทมีกำไรสำหรับงวด 7,044 ล้านบาท

ปัจจัยที่ทำให้ SCG เติบโตลดลงคือ ผลกระทบของ ‘สงครามการค้า’ ทำให้ราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง ส่งผลกระทบส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ การขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,150 ล้านบาท รวมถึงในไตรมาส 2 มีการปรับเงินชดเชยตามกฎหมาย จาก 300 วันเป็น 400 วัน

“ผมคาดเดาไม่ถูกเหมือนกันว่าจะออกมาทิศทางไหน ทั้งเรื่องสงครามการค้า ความผันผวนต้นทุนวัตถุดิบ ทั้งพลังงานและน้ำมัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและอิหร่าน เรื่องค่าเงินก็คาดการณ์ไม่ถูก เข้าใจว่าภาครัฐเองก็พยายามหาทางทำให้ค่าเงินไม่แข็งเกินไปนัก” รุ่งโรจน์กล่าว

ส่วนรายได้จากธุรกิจต่างประเทศ รวมการส่งออก ในครึ่งแรกของปี 2562 เท่ากับ 88,825 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของยอดขายรวม เติบโตลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดการส่งออกไปประเทศจีนลดลง ขณะที่ยอดส่งออกไปอเมริกา-ยุโรปมีการปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4 เหรียญต่อบาร์เรลจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ ‘ธุรกิจเคมิคอลล์’ มีต้นทุนที่สูงขึ้น

ส่วน ‘ตลาดปูนซีเมนต์’ ในประเทศไทยในไตรมาส 2/62 เติบโต 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ตลาดแพ็กเกจจิ้งในไตรมาส 2/62 เติบโตชะลอตัว โดยปริมาณขายของบรรจุภัณฑ์กระดาษอยู่ท่ี่ 199,000 ตัน ลดลง 5%

ด้านการปรับตัวในแต่ละธุรกิจ รุ่งโรจน์มองว่าบริษัทต้องเน้นการบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว รวมถึงการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน โดยแยกเป็นรายธุรกิจ ได้แก่

ธุรกิจเคมิคอลส์ – เน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน บริการที่มีมูลค่าเพิ่ม และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การใช้เม็ดพลาสติกที่คุณภาพสูงกว่าเดิม ตลอดจนการพัฒนาสินค้าเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษที่สามารถรีไซเคิลได้

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง – ธุรกิจนี้บริษัทยังคงมีการเติบโตจากการลงทุนของโครงการก่อสร้างของภาครัฐในไทย เช่นเดียวกับการเติบโตในภูมิภาคอาเซียนทุกประเทศ ยกเว้นอินโดนีเซีย ดังนั้น บริษัทจึงเน้นการรุกตลาดใหม่ เช่น ธุรกิจค้าปลีก อย่างการเปิดศูนย์ “SCG Home บุญถาวร” รวมถึงการขยายคลังสินค้าให้มากขึ้น

ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง – เน้นการขยายกำลังการผลิต ทั้งโรงงาน UPPC ในฟิลิปปินส์ และโรงงาน BATICO ในเวียดนาม รวมทั้งการซื้อหุ้น Fajar ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ของอินโดนีเซีย

“เรายังคงขยายโอกาสส่งออกตามทิศทางของตลาดโลก เช่น ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งที่ส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์ไปยังจีนและกลุ่มประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น หรือธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ส่งออกสินค้ากลุ่มฝ้าและผนังไปจำหน่ายในเกาหลีใต้ ก่อนมีแผนจะขยายตลาดไปยังโซนยุโรป” รุ่งโรจน์เสริม

อย่างไรก็ตาม จากที่บริษัทตั้งเป้าว่าในปี 2562 จะเติบโต 5% ล่าสุดบริษัทปรับประมาณการว่าผลประกอบการในปีนี้จะเติบโตลดลง 5-10% จากปัจจัยที่คาดการณ์ไม่ได้

SCG – ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2562

รายได้จากการขาย 221,473 ล้านบาท เติบโตลดลง 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

กำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 20,741 ล้านบาท เติบโตลดลง 16% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 มีมูลค่า 618,591 ล้านบาท  โดย 33% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ปี 2560

ปี 2561

ไตรมาส 1/62

6 เดือนแรกปี 2562

สินทรัพย์รวม

573,412.03

589,787.38

598,385.72

618,591

รายได้รวม

482,449.47

505,307.44

118,272.21

221,473

กำไรสุทธิ

55,041.25

44,748.34

11,662.39

20,741

หน่วย: ล้านบาท

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์ฯ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน