พรีเมียร์ลีก 2562 ในไทยผ่าน ทรูวิชั่นส์ เสียงเชียร์ทั้งในและนอกสนามที่ต้องดังขึ้น (วิเคราะห์)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1992 ปีนั้นนับเป็นการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรก และนับถอยหลังอีกไม่กี่วันการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ 28 ก็จะเริ่มขึ้น “พรีเมียร์ลีกอังกฤษ” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก รวมถึงในประเทศไทย

ที่ในวันนี้นับเป็นหน้าประวัติศาสตร์ในรอบ 6 ปี ที่ “ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป” กลับมาได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบครบสมบูรณ์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวอีกครั้ง ครบทั้ง 380 แมตช์ ตลอด 3 ฤดูกาลต่อจากนี้

พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกในงานแถลงข่าวฯ ว่า ทรูวิชั่นส์เป็นผู้ให้บริการเพย์ทีวีเพียงรายเดียวของไทยที่ได้รับลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอย่างครบถ้วนทั้งการถ่ายทอดสด รีรัน และ ไฮไลต์ ครบทั้ง 380 แมตช์ ในทุกแพลตฟอร์ม

“6 ปีก่อน จากสถิติเราเผยแพร่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ราว 2 ล้านคน เพราะตอนนั้นเราต้องเป็นสมาชิกทรูวิชั่นส์ แต่มาวันนี้เรามีทุกช่องทาง เข้าถึงทุกคนได้ ซึ่งเชื่อว่าในครั้งนี้จะเข้าถึงผู้บริโภคได้หลาย 10 ล้านคน”

 

“…และการกลับมาครั้งนี้ของทรูวิชั่นส์นั้นเป็นครั้งแรกที่เราตั้งเป้าว่าจะต้องคุ้มทุน”

ด้วยการชูกลยุทธ์ Omni Channels ที่แฟนบอลพรีเมียร์ลีกชาวไทยจะสามารถรับชมได้ทั้งจอทีวีผ่านทรูวิชั่นส์, ทรูไอดี, TrueID Box รวมถึงช่องทีวีดิจิทัลอย่าง “PPTV” ที่ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก 30 แมตช์

นอกจากนี้ ยังเตรียมผลิตคอนเทนต์เอง และดึงเอากลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในวงการฟุตบอลเข้ามามีส่วนร่วมสร้างสีสันในการรับชมพรีเมียร์ลีกด้วย

เพราะฉะนั้นไฮไลต์ที่สำคัญในการกลับมาครั้งนี้ของทรูวิชั่นส์คือ

  1. จะมีรายการหลากหลายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
  2. จะมีแพลตฟอร์มที่ให้ผู้บริโภคเข้าถึงฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมากสุด
  3. ลักษณะของรายการที่นำเสนอ จะใช้โซเชียลมีเดียเต็มสตรีม มีทั้งนักพากย์ คอบอล มาอยู่ในรายการด้วย
ที่มา: รายงานประจำปี 2561 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

การทุ่มสุดตัวไปกับ พรีเมียร์ลีก ของทรูวิชั่นส์ในครั้งนี้ Marketeer มองว่า

“พรีเมียร์ลีก” คือคอนเทนต์ไม้ตายที่จะช่วยต่อลมหายใจของทรูวิชั่นส์ เพราะในยุคที่มีช่องทางการรับชมคอนเทนต์ที่หลากหลายมากขึ้น และยังต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบ OTT จากทั้งผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ รวมทั้งแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ทรูวิชั่นส์ เองจึงต้องเอาความแข็งแกร่งด้าน “คอนเทนต์กีฬา” มาสู้ศึกในครั้งนี้

โดยเมื่อดูรายได้ของทรูวิชั่นส์แล้วจะพบว่าลดลงต่อเนื่องทุกไตรมาส

ไตรมาส 1/61   3,105   ล้านบาท

ไตรมาส2/61   3,525   ล้านบาท

ไตรมาส 3/61   3,482   ล้านบาท

ไตรมาส 4/61  3,143    ล้านบาท

ไตรมาส1/62   2,948   ล้านบาท

 

ปัจจุบันทรูวิชั่นส์มีสมาชิกกว่า 4 ล้านราย หนุนโดยลูกค้าในระบบสมาชิก 2.3 ล้านราย (พรีเมียมแพ็กเกจ และสแตนดาร์ดแพ็กเกจ) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อรายที่ 282 บาท

– ทรูวิชั่นส์ ต้องการรักษาฐานลูกค้าเดิม และดึงลูกค้าใหม่เข้ามาในระบบ โดยใช้แอปพลิเคชั่น True id เป็นแม็กเน็ต เพราะสามารถดูบอลพรีเมียร์ลีกได้ฟรีกว่า 100 แมตช์ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าทรูก็ได้

เพราะฉะนั้นทรูเองก็จะได้ยอดดาวน์โหลด และสมาชิกทรูไอดีเพิ่มไปแบบเนียนๆ แต่เชื่อว่าใน 100 แมตช์ที่ให้ดูฟรีนั้นก็น่าจะไม่ใช่คู่ที่เป็นบิ๊กแมตช์ทั้งหมดเสียทีเดียว แต่เป็นการกระตุ้นต่อมที่จะให้ผู้บริโภคกดสมัครแพ็กเกจเสริมเพื่อให้ได้ดูแมตช์ที่อยากดูมากกว่า

 

แม้จะไม่รู้ว่าดีลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษในครั้งนี้มีมูลค่ามากน้อยแค่ไหน แต่การทุ่มสุดตัวของ “ทรูวิชั่นส์” ในครั้งนี้คงน่าจับตาไม่น้อย

เพราะนอกจากจะต้องการดึงฐานคนดูให้กลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง

คงต้องการเม็ดเงินที่สร้างรอยยิ้มให้กับองค์กรอย่างเสียไม่ได้ ส่วนจะคุ้มทุนตามที่พูดไว้หรือไม่คงต้องรอดู

– พันธมิตรทั้ง 6 รายที่จับมือกับ ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จัดเต็ม “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ” ยิงสดครบ 380 แมตซ์ ตลอด 3 ฤดูกาล มีดังนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น, สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, ซีพี ออลล์, เอ.พี. ฮอนด้า, ซีพีเอฟ และ สยามแม็คโคร ได้จัดเตรียมแคมเปญการตลาด จัดเต็มทั้งบนหน้าจอ ออนไลน์ และเดินสายทั่วประเทศ

– นัดเปิดสนามโปรแกรม “ฟรายเดย์ไนท์” คืนวันศุกร์ที่ 9 ส.ค. ระหว่าง ลิเวอร์พูล พบกับ นอริช ซิตี้

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer