“แอบมองเธอทำงานอยู่นะจ๊ะ” สิ่งที่นักการตลาด อยากบอก เอเยนซี

เอเยนซี
นักการตลาด (Marketer) เป็นตำแหน่งที่สำคัญมากๆ ในองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ เพราะมีหน้าที่ทำการตลาด และสื่อสารให้เอเยนซีเข้าใจ เพื่อทำโฆษณาออกมาให้ประสบความสำเร็จ

แต่ความสัมพันธ์ ระหว่าง นักการตลาด กับ เอเยนซี ก็เหมือนความสัมพันธ์แบบคู่รัก

ที่ไม่ใช่แค่หอมหวาน ในช่วงฮานีมูน แต่ต้องมีการคุย การเอาใจใส่ และปรับความเข้าใจกันอยู่ตลอด

 

โดย Provoke Insights ได้ทำงานสำรวจกูรูด้านโฆษณา และการตลาด จำนวน 736 คน ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับเอเยนซีที่พวกเขาทำงานด้วย ฉะนั้นสำหรับเอเยนซี คุณควรรู้ไว้บ้างว่า นักการตลาดของบริษัทลูกค้ามองหาอะไรจากเอเยนซีกันแน่?

 

บริษัททำการตลาดแบบไหน?

In-House 44%
In-House ในที่นี้หมายถึง บริษัทมีทีมการตลาด และทำการตลาดภายในองค์กร ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือทำทั้งหมด

Outsource 36%
หมายความตรงตัวเลย คือ ไม่ได้ทำเองเลย อยากได้อะไรบอก เอเยนซี

ทำทั้งสองอย่าง 20%

สำหรับบริษัทที่ Outsource นั้นส่วนใหญ่ ก็จะมอบหมายให้ Agency ทำงานแทนทุกอย่าง ตั้งแต่ Corporate, PR และ Marketing ฉะนั้นถ้ามีโอกาสได้ทำงานกันแล้ว ก็อยู่กันยาวๆ ไม่น่าห่วง

แต่สำหรับองค์กรที่ทำการตลาดเองด้วย ก็จะมี In-House Marketers ที่ทำการตลาดเองด้วย และถ้าเป็นโครงการใหญ่ๆ ก็ต้องพึ่งเอเยนซีด้วย เรามาดูกันว่านักการตลาดเหล่านี้ ต้องการอะไรจากเอเยนซี

 

สิ่งที่นักการตลาดต้องการจากเอเยนซีมากที่สุด เวลา Pitch งาน ก็คือ

50% ความคิดสร้างสรรค์
47% เข้าใจวัตถุประสงค์
35% มีประสบการณ์ ในสินค้าแบบนี้มาก่อน
30% ฟังความต้องการของลูกค้า
27% ต้นทุน

 

“67% ของบริษัทที่ทำงานกับ Ad Agencies มีขนาดมากกว่า 500 คนขึ้นไป” หมายความว่า บริษัทส่วนใหญ่ที่ใช้เอเยนซีนั้น ถือว่ามั่นคงพอสมควร เวลาที่อยู่กับเอเยนซีจึงเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ปี ซึ่งถือเป็นเวลาที่นานพอให้ทำแคมเปญได้ต่อเนื่อง

โดยความรู้สึกที่นักการตลาดมีต่อเอเยนซีที่ใช้ประจำนั้น มีสองแบบหลักๆ คือ พอใจมาก (Very Sastified) กับ พอใจ (Satisfied) แต่เอเยนซีต้องไม่ประมาท เพราะลูกค้ากลุ่มที่พอใจ วันหนึ่งอาจเปลี่ยนเป็นเฉยๆ และเริ่มทำการตลาดเองก็ได้ เพราะอย่าลืมว่า นักการตลาดของแบรนด์ก็เรียนรู้จากเอเยนซีอยู่ตลอดเหมือนกัน

 

 

ฉะนั้นมาดูต่อกันว่า อะไรคือสิ่งที่บริษัทจะเลือกพิจารณาใช้เอเยนซีทำงาน (หลังจากที่ Pitch งานเรียบร้อย)

1.ราคา
แน่นอนว่า พอถึงตัดสินใจเลือกเอเยนซีจริงๆ ลูกค้าก็ต้องดูจากเงินเป็นหลัก แต่สำหรับองค์กรขนาดเล็ก เรื่องราคาก็จะอ่อนไหวมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

2.ความสัมพันธ์กับเอเยนซี

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ความสัมพันธ์กับเอเยนซีนั้นมีผลมาก เพราะผู้ที่ตัดสินใจเรื่องเหล่านี้มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนเอเยนซีบ่อยๆ ซึ่งต่างจากแบรนด์เล็กๆ ที่ใช้เงินไม่เยอะ ทำให้ลองเอเยนซีหลายๆ เจ้า

3.การมีฐานงานวิจัย และข้อมูลรองรับ

นี่คือ ความแตกต่างระหว่างเอเยนซีเลยก็ว่าได้ เพราะในตอน Pitch งาน ลูกค้าอาจจะยังเห็น Final Product ไม่ชัดเจน แต่ถ้าเอเยนซีนั้น มี Tools และ Research ต่างๆ ก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มากยิ่งขึ้น

ปัจจัยรองลงมาได้แก่

4.ความรวดเร็วในการโต้ตอบ

5.ความสำเร็จของการทำการตลาด

6.ประสบการณ์ในอุตสาหกรรม

7.เข้าใจวัตถุประสงค์ลูกค้า

 

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับ เอเยนซี มากกว่าการ Pitch งานไม่ได้ ก็คือ ลูกค้าตัดสินใจทำการตลาดเองทั้งหมด

ฉะนั้น เอเยนซีต้องมีความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น และสามารถสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าให้ได้ว่า “คุณสามารถทำการตลาดเองได้นะ แต่ถ้าต้องการ การทำตลาดที่ครบวงจร คุณต้องมาหาเรา”

 

ที่มา : Adweek และ Provoke Insights