LPN ถ้าไม่ “ปรับ” ก็ “ไม่รอด”

โอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) บอกว่า ที่ผ่านมา LPN เติบโตมาจากการทำคอนโดมิเนียมจับกลุ่มผู้บริโภคในระดับกลางล่าง หรือ ในระดับราคา 1 ล้านบาท บวกลบ มาโดยตลอดซึ่งก็ได้รับการตอบรับมาเป็นอย่างดี

ทว่าในช่วง 3 ปีมานี้จุดแข็งที่เคยเป็นข้อได้เปรียบ ได้แปรเปลี่ยนเป็นตัวฉุดรั้งที่เข้ามากัดกล่อน LPN เสียเอง นั้นคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารในฐานลูกค้ากลุ่มนี้ ได้กระโดดพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 50% ซึ่งเหตุผลหลักมาจากหนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งสูง ธนาคารจึงไม่กล้าเสี่ยงที่จะปล่อยสินเชื่อ

นี่ทำให้สินค้าพร้อมอยู่ (Inventory) คงเหลือกว่า 13,000 ยูนิต มากกว่าทุกครั้งที่หากเหลือ 4,000 หรือ 5,000 ยูนิตก็ต้องหามาตรการเร่งระบายเสียแล้ว

หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา LPN เปิดตัวโครงการใหม่น้อยลงไปเรื่อยๆ จากที่เปิดปีละ 10,000 ล้านบาท ปีที่ผ่านมาก็ลดลงเหลือ 5 โครงการ มูลค่า 5,400 ล้านบาทขณะเดียวกันรายได้จาการขายที่เคยสูงสุดในปี 2015 อยู่ที่ 16,000 ล้านบาท ก็ลดลงมาเหลือ 14,000 ล้านบาท ส่วนปีเหลือเพียง 9,600 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตั้งแต่ปี 2017 LPN ต้องเร่งรักษาตัวเอง พร้อมกับตัดเนื้อร้ายก่อนที่จะรุนแรงไปมากกว่านี้

โอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN)

 

ปรับเป้าหมายไปหากลางบน

การเดินเกมครั้งใหม่ของ LPN จึงเริ่มต้นด้วยการแบ่งกลุ่ม 2 ธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) และกลุ่มธุรกิจบริการ (Service Provider) รวมถึงปรับกลุ่มเป้าหมายจากกลางถึงกลางล่าง เป็นกลางถึงกลางบน ไปพร้อมกับเร่งระบายสินค้าพร้อมอยู่

การปรับของเราเริ่มได้ผล เพราะในปีที่ผ่านมา LPN สามารถระบายสินค้าพร้อมอยู่ ได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท หรือราว 50 % ของมูลค่าสินค้าพร้อมอยู่ทั้งหมด

ในปีที่ผ่านมาเครือ LPN กำไรสุทธิ 1,062 ล้านบาท โดยรายได้หลักยังคงมาจาก กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ผ่าน 2 บริษัทคือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) และบริษัท พรสันติ จำกัด (PST) โดยได้ทยอยเปิดตัวโครงการในกลุ่มเป้าใหม่ไปทั้งสิ้น 10 โครงการ มูลค่าการขายรวมประมาณ 14,000 ล้านบาท

ส่งผลให้ LPN มียอดขายจาก 8,700 ล้าน ในปี 20176 เป็นประมาณ 16,000 ล้านบาท ในปี 2017 ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 90% หรือเกือบเท่าตัว ส่วนรายได้นั้นอยู่ที่ 9,655  ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มธุรกิจบริการ ที่ดำเนินธุรกิจผ่าน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ จำกัด (LPC), บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) และ บริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด (LPS) ได้รับความเชื่อมั่นและเริ่มให้บริการสู่องค์กรภายนอกหลายแห่ง รายได้เติบโต 10% คิดเป็นมูลค่ารวม 970 ล้านบาท

 

ปรับแผนสู่โรดแมป 3 ปี

สำหรับในปีนี้นั้น LPN ได้วางเกมใหม่อีกครั้ง โดยได้กำหนดออกมา ในรูปแบบของโรดแมป 3 ปี (2018-2020) โดยตั้งเป้าให้ในปีที่ 3 รายได้จะต้องกลับมาเท่ากับปี 2015 เช่นเดียวกับผลกำไรที่ต้องกลับมาก้าวกระโดดให้จงได้

โดยปีนี้ได้กำหนดเป็นปี “Year of Change : ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง มีทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการ เปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารที่ดึงคนนอกเข้ามาเสริมทีมให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาระบบ IT เพื่อรองรับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง และ การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Rebranding)

“ปี 2018 ได้วางเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 35 – 40% และรายได้จากกลุ่มธุรกิจบริการเติบโตยู่ที่ 20%”

โดยได้ตั้งเป้ายอดขายรวมอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นประเภทอาคารชุดพักอาศัย 17,000 ล้านบาท และประเภทบ้าน  3,000  ล้านบาท  ขณะที่เป้ารายได้จากการขายอยู่ที่ 12,000  ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุดพักอาศัย 10,500 ล้านบาท และ   ประเภทบ้าน 1,500 ล้านบาท

ด้านโครงการใหม่ได้ตั้งเป้าไว้ที่ 18,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นอาคารชุดพักอาศัย 15,000  ล้านบาท และประเภทบ้าน  3,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการใหม่ของทาวน์โฮมจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 17-20 ล้านบาท ส่วนบ้านเดี่ยวนั้นจะอยู่ที่ราว 50 ล้านบาท โดยโครงการแรกของบ้านเดียวจะได้เห็นที่พระราม 3 เป็นแห่งแรก สร้างบนเนื้อที่ 20 ไร จะมีทั้งหมดประมาณ 100 ยูนิต