สิงห์เอสเตท บทวิเคราะห์การเดินทางของ สิงห์ สู่เป้าหมาย Global Holding Company

หลังจากบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ถูกกลุ่มสิงห์เข้าเทกโอเวอร์กิจการในลักษณะ Backdoor Listing เมื่อปี 2547 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัท สิงห์เอสเตท จำกัด (มหาชน) การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นกับบริษัทนี้อย่างต่อเนื่อง

โดยธุรกิจเดิมของรสาที่เป็นบ้านจัดสรรและอาคารชุดยังคงอยู่แต่ขยายพอร์ตใหญ่ขึ้น เป็น 3 ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย (Residential Development) ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก (Commercial & Retail) และธุรกิจโรงแรม (Hospitality ซึ่งโฟกัสชัดเจนว่าเป็นกลุ่มตลาดบนเท่านั้น 

โดยเฉพาะใน 5 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านสินทรัพย์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 51 ต่อปี และด้านรายได้ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 112 ต่อปี เมื่อเทียบกับปี 2557

อันเกิดจากการสร้างความสมดุลระหว่างสัดส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Recurring Income) และรายได้ที่มิได้เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-Recurring Income) เพื่อเป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต การสร้างการเติบโตสู่การเป็น Global Holding Company

ปีนี้ยังเป็นปีแรกที่สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้หุ้นละ 0.04 บาท ซึ่ง นริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี และที่สำคัญ ปี 2019 นี้จะเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวรายได้ของสิงห์

เริ่มจากในส่วนของที่อยู่อาศัยจะเริ่มทยอยโอนโครงการ The ESSE Asoke  คอนโดมิเนียมระดับ Luxury โครงการแรกของสิงห์เอสเตท และ The ESSE at SINGHA COMPLEX เริ่มโอนได้ประมาณไตรมาส 3 โดยมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) ของคอนโดมิเนียมมูลค่า 4,400 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก โดยเฉพาะโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ได้รับการตอบรับจากผู้เช่าเกินความคาดหมาย ด้วยอัตราการเช่าพื้นที่กว่าร้อยละ 92 ค่าเช่าของรายล่าสุดที่เข้ามาทำสัญญาตกอยู่ที่ตารางเมตรละ 1,290 บาท

ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีแผนการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ “เอส โอเอสซิส” บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่า 3,695 ล้านบาท  ความสูง 36 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่า (NLA) ประมาณ 53,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่สำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีกบางส่วน ซึ่งจะใช้เวลาในการพัฒนาโครงการประมาณ 3 ปีโดยได้เริ่มการก่อสร้างในปีนี้

สำหรับแผนงานระยะยาวบริษัทฯ คาดการณ์งบลงทุนในการขยายธุรกิจคอมเมอร์เชียลไว้ประมาณ 15,000 ล้านบาทสำหรับ 4 ปี (ระหว่างปี 2562-2566)

ปีที่ผ่านมา 2561 ยังได้จัดตั้งทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพรม์ โกรท (“SPRIME”) เพื่อลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารซันทาวเวอร์ส ถือเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนเพื่อการเติบโตในอนาคตของสิงห์เอสเตท

และยังได้ร่วมทุนกับ Daiwa House ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม Low rise ระดับ Luxury ในชื่อโครงการ “อีส สุขุมวิท 43” 

สิงห์เอสเตท คาดจะสามารถทำรายได้ 20,000 ล้าน ในปี 2563 และการนำ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท บริษัทในเครือเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสร้างความแข็งแกร่ง และตอกย้ำเป้าหมายสู่การเป็น Global Holding Company

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer