จากข้อมูลของ กสทช. พบว่าวันนี้คนไทยมีการใช้งานมือถือมากถึง 129.70 ล้านเลขหมาย เป็นจำนวนที่สูงกว่าประชากรในประเทศไทยเกือบเท่าตัว

การที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งานเลขหมายมือถือมากกว่าประชากร นั่นหมายถึงการแข่งขันที่สูงมากขึ้นเท่านั้น

แต่เรื่องที่น่าสนใจคือ การแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมทุกยุคสมัย เอไอเอส ก็ยังคงเป็นผู้นำอันดับหนึ่งมาโดยตลอด นับตั้งแต่เปิดให้บริการเครือข่ายมือถือครั้งแรกในปี 2533

ส่วนในปัจจุบันเอไอเอสมีผู้ใช้บริการ 41.5 ล้านเลขหมาย ครองส่วนแบ่งตลาดเชิงรายได้ 48% หรือเกือบครึ่งในตลาดทั้งหมด

และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เอไอเอสสามารถยืนหนึ่งอย่างแข็งแกร่งครองส่วนแบ่งตลาดทางธุรกิจและในใจผู้บริโภคชาวไทยเสมอมากว่า 30 ปี

 

เหตุผลที่ 1

มองลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการให้บริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีที่สุด

นับตั้งแต่ก้าวย่างแรกในการให้บริการเครือข่ายมือถือในประเทศ เอไอเอสได้ยืนหนึ่งที่จะยืนหยัดการส่งมอบประสบการณ์ในการใช้งานเครือข่ายมือถือและบริการต่างๆ ที่ดีต่อลูกค้าเสมอมา

ทั้งในเรื่องของโครงข่ายการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าเอไอเอสสามารถใช้บริการเครือข่ายติดต่อสื่อสารถึงกันได้โดยไม่มีสะดุด

การพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับชีวิตผู้บริโภคชาวไทยมาให้บริการกับลูกค้าเอไอเอสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทคโนโลยีที่เอไอเอสให้บริการนั้น เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และมีการอัปเดตการให้บริการอยู่เสมอ

โดยที่ผ่านมา เอไอเอส เป็นรายแรกของประเทศไทยที่พัฒนาบริการมือถือระบบเติมเงิน ภายใต้แบรนด์ AIS One2Call เพื่อยกระดับให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เข้าถึงการให้บริการเครือข่ายมือถือได้โดยไม่จำเป็นต้องชำระค่าบริการประจำเป็นรายเดือน

รวมถึงเป็นรายแรกในการเปิดบริการเครือข่าย AIS NEXT G เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่รวมเทคโนโลยี AIS 4G ADVANCED และ AIS SUPER WiFi เข้าด้วยกันเพื่อให้ความเร็วในการให้บริการสูงสุดถึง 1Gbps.

และเตรียมความพร้อมในการให้บริการ 5G ในอนาคต

ทั้งหมดนี้ยืนยันได้จากเม็ดเงินมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ที่เอไอเอสได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีสะสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 29 ปี

ซึ่งการลงทุนด้านเครือข่ายทั้งหมดถือว่าเป็นเม็ดเงินในการลงทุนที่มหาศาลในการผลักดันเทคโนโลยี เครือข่าย และอื่นๆ ผ่านบริการต่างๆ ที่เข้าถึงคนให้มากที่สุด

และการก้าวขึ้นสู่ปีที่ 30 ของเอไอเอส สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส ก็ยังคงให้คำมั่นสัญญาว่า

“เอไอเอสไม่หยุดที่จะเสาะแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้บริการกับลูกค้ากว่า 41.5 ล้านเลขหมาย เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายและบริการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างแน่นอน”

และการไม่หยุดในการพัฒนายกระดับเทคโนโลยีและการให้บริการ ทำให้เอไอเอสได้รับยกย่องความเป็นหนึ่งในหลากหลายด้าน การันตีด้วยรางวัลทั้งในและนอกประเทศ

โดยในปีนี้เอไอเอสยังเป็นโอเปอร์เรเตอร์รายเดียวในไทย ที่ได้คว้ารางวัลใหญ่ระดับเอเชีย “บริษัทยอดเยี่ยมในภูมิภาคเอเชีย ในกลุ่มโทรคมนาคม” จาก Asiamoney Awards 2 ปีซ้อน สะท้อนถึงความมั่นคงด้านผลประกอบการ และความเข้มแข็งด้านการดำเนินธุรกิจในฐานะ “ผู้ให้บริการด้านเครือข่ายและบริการดิจิทัล” ตลอดจนยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล และมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกระดับ และสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

และรางวัล “แบรนด์โทรคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก อันดับ 1 – World’s Strongest Telecoms Brand” จากผลสำรวจและจัดอันดับแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุด ประจำปี 2019 โดย World’s Strongest Telecoms Brand เป็นรางวัลที่มอบโดย Brand Finance องค์กรที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และคุณค่าของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ซึ่งประเมินจากความแข็งแกร่งทางการเงิน การลงทุน การดูแลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครบถ้วน พร้อมขีดความสามารถในการขยายตัวสู่ธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่น

เหตุผลที่ 2

กิมมิกการตลาดที่ต่อเนื่องยาวนาน

ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากแคมเปญการตลาดผ่านโปรแกรมและแพ็กเกจบริการที่เอไอเอสใช้ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

เอไอเอสยังมีจุดยืนทางการตลาดที่เป็นกิมมิกสื่อถึงแบรนด์ได้อย่างชัดเจนอีก 2 เรื่องคือ

น้องอุ่นใจ และการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าผ่านเอไอเอส พอยท์

น้องอุ่นใจถือเป็น Brand Ambassador ที่เอไอเอสใช้เป็นตัวแทนของแบรนด์ในการสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้ามายาวนานถึง 14 ปี

โดยน้องอุ่นใจเป็น Brand Ambassador มาตั้งแต่ปี 2548 ในฐานะตัวแทนในการสื่อสารแบรนด์บน Tag Line – With you always เอไอเอสอยู่เคียงข้างคุณ

ซึ่งหลังจากที่เอไอเอสได้เปิดตัวน้องอุ่นใจเวอร์ชั่นแรกออกมาทำตลาด ภาพลักษณ์ของแบรนด์เอไอเอสจากแบรนด์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีอายุ ได้ซอฟต์ลงกว่าเดิม มีความอบอุ่น และความเป็นมนุษย์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น

ซึ่งน้องอุ่นใจเวอร์ชั่นแรกเป็นสีตัวฟ้า มีผม 3 เส้น ล้อไปกับโลโก้เอไอเอสในอดีต

ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นตัวสีเขียว และเปลี่ยนทรงผมใหม่ จากผม 3 เส้นเหลือเพียง 2 เส้น และปัดผมไปคนละด้านกับอุ่นใจตัวสีฟ้า เพื่อสื่อสารให้ตรงตามโลโก้ใหม่ที่เอไอเอสได้รีแบรนดิ้งในปี 2554

ส่วนในปีนี้การก้าวขึ้นสู่ปีที่ 30 เอไอเอสได้จับน้องอุ่นใจมาแปลงโฉมใหม่ ให้มีความน่ารัก สดใส และมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายเข้าถึงตัวตนของลูกค้าเอไอเอสที่มีความหลากหลายทุกช่วงวัยมากขึ้น ตามคอนเซ็ปต์ที่ว่า “เครือข่ายที่เข้าใจทุกเจเนอเรชัน”

และยังได้ทำ Music Marketing ที่เล่าเรื่องราวของน้องอุ่นใจที่เข้าใจและเข้าไปอยู่ในทุกโมเมนต์ของผู้ใช้งานที่แฝงความน่ารักและน่าอุ่นใจไปพร้อมๆ กัน

ส่วนการดูแลลูกค้าเอไอเอสทำได้ดีมาตลอด นับตั้งแต่การดูแลลูกค้าผ่านเอไอเอสเซเรเนด ซึ่งเป็นโปรแกรมดูแลลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่เอไอเอสมีความแข็งแกร่งต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

ตลอดจนการต่อยอดการดูแลลูกค้าผ่านโปรแกรมสิทธิพิเศษ และเอไอเอส พอยท์ ที่ขยายความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ 1,918 แบรนด์ ซึ่งมีขำนวนสาขารวม 27,155 ร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าเอไอเอสทุกกลุ่มได้รับสิทธิพิเศษที่มากขึ้น

ในโอกาสก้าวขึ้นสู่ปีที่ 30 ของเอไอเอส

นอกเหนือจากเอไอเอส พอยท์ ที่สะสมตามปกติจากการใช้งาน 25 บาท ได้ 1 พอยท์แล้ว เอไอเอสยังมอบของขวัญพิเศษตอบแทนลูกค้าทุกคน ในระหว่างวันที่ 3-31 ตุลาคม 2562

ซึ่งประกอบด้วย

  • มอบพอยท์พิเศษเพิ่มให้ลูกค้า AIS และ AIS Fibre ทั้งฐาน รวมจำนวนกว่า 42 ล้านราย ตามอายุการใช้งาน ยิ่งอยู่นาน ยิ่งได้รับพอยท์มาก

ใช้บริการน้อยกว่า 10 ปี รับพอยท์ 30 พอยท์

มากกว่า 10 ปี รับ 60 พอยท์

มากกว่า 20 ปี รับ 90 พอยท์

เพื่อนำไปแลกรับสิทธิพิเศษมากมาย

  • ใช้เอไอเอส พอยท์ เพียง 1 พอยท์ แลกรับสิทธิพิเศษแลกของรางวัลประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม, บัตรกำนัลและคูปองส่วนลด, สินค้าและบริการจากเอไอเอส

และสิทธิ์ลุ้นรับโชคทองคำมูลค่า 657,000 บาท และ Samsung Galaxy Note 10 Plus จำนวน 30 รางวัล รวมมูลค่า 1,137,000 บาท

 

เหตุผลที่ 3

การช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การทำธุรกิจของเอไอเอสไม่ได้เพียงแค่การคำนึงถึงรายได้ที่กลับเข้ามาให้กับบริษัทและผู้ถือหุ้นเท่านั้น

เพราะความแข็งแกร่งของเอไอเอสที่เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคยังมาจากการทำ CSR ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง

โดยโครงการสานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง ถือเป็นโครงการที่เอไอเอสทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กไทยทุกคนที่เป็นคนดี แต่ขาดโอกาส

ปัจจุบันเอไอเอสให้ทุนการศึกษากับเด็กไทยไปแล้วมากกว่า 870 คน และให้การสนับสนุนถึงระดับปริญญาตรีมากถึง 150 คน

นอกจากเรื่องทุนการศึกษาแล้ว เอไอเอสยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการในด้านต่างๆ อย่างเช่นการนำโซลาร์เซลล์มาเป็นพลังงานทดแทนเพื่อใช้กับเสาสัญญาณเครือข่าย แทนการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบปกติ

หรือการปรับเปลี่ยนการใช้แก้วน้ำกระดาษแทนแก้วพลาสติก และใช้ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้แทนถุงพลาสติกแบบเดิมๆ ในศูนย์บริการทั้งหมดของเอไอเอส

สมชัย ซีอีโอ เอไอเอส ได้ให้แนวคิดในการทำงานกับพนักงานไว้ว่าแม้เอไอเอสจะเพิ่มต้นทุนในการให้บริการก็ตาม แต่ถ้าสามารถลดมลภาวะให้กับโลกได้ก็ควรที่จะทำเพื่อเป็นส่วนร่วมในการสร้างโลกให้น่าอยู่ขึ้น

และล่าสุดเอไอเอสได้เปิดตัวโครงการ E-Waste นำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปกำจัดผ่านกระบวนการ Zero landfill หรือกระบวนการจัดการขยะ ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสามารถนำขยะที่มีมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

โดยเอไอเอสจะนำถังขยะ E-Waste ไปวางตามจุดต่างๆ เช่น AIS Shop และศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล และในอนาคตจะกระจายไปยังมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

เพื่อให้ผู้สนใจนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาทิ้งเพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้องต่อไป

และโครงการ E-Waste เอไอเอสยังมีการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามามีส่วนช่วยในการนับชิ้นขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อคำนวณการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้แบบ Real-time อีกด้วย

ซึ่ง E-Waste เป็นโครงการหนึ่งในภารกิจ Mission Green 2020 ที่เอไอเอสได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2020 เอไอเอสจะสามารถลดค่า CO2 ได้จำนวน 1 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนสมมูลย์ และจัดการกับขยะ E-Waste ได้ทั้งสิ้น 1 แสนชิ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนสังคมให้ตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้จากสิ่งที่เอไอเอสทำมาทั้งหมดยืนยันได้อย่างดีว่าก้าวในปีที่ 30 และก้าวต่อๆ ไปในอีกร้อยปี เอไอเอส ยังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่อยู่เคียงข้างสังคมไทยตลอดไป

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer