The Golden Duck VS Irvins Salted Egg ศึกหนังปลาไข่เค็มเพื่อชิงเจ้าตลาดไทยเริ่มขึ้นแล้ว

ในช่วงปีที่ผ่านมา เชื่อว่า หนังปลาไข่เค็ม และมันฝรั่งไข่เค็ม คือของฝากยอดฮิตของคนไทยที่นิยมซื้อมาฝากญาติสนิทมิตรสหาย แทนของฝากอื่นๆ เมื่อไปสิงคโปร์ จากความแปลกใหม่ในรสชาติที่ไม่สามารถหารับประทานได้ที่อื่น

โดยในประเทศสิงคโปร์มีแบรนด์หนังปลา-มันฝรั่งไข่เค็ม แข่งขันกันอยู่หลายรายด้วยกัน โดยมีรายหลักคือ The Golden Duck และ Irvins Salted Egg ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ก็มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองและเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักดี

และความนิยมในหนังปลาไข่เค็ม และมันฝรั่งไข่เค็มนี่เอง ทำให้เกิดปรากฎการณ์แม่ค้ารับหิ้วนำมาขายต่อในราคาที่สูงกว่าราคาที่สิงคโปร์อยู่พอสมควร

แต่แม้จะมีราคาสูง ก็ยังมีลูกค้าที่อยากลองรับประทาน ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อมารับประทานอยู่จำนวนหนึ่งเหมือนกัน

 

และหนังปลาไข่เค็ม และมันฝรั่งไข่เค็ม จากสิงคโปร์ทำให้เกิดกระแสไข่เค็มฟีเวอร์ ไปยังสินค้าอื่นๆ ทั้งขนมขบเคี้ยวรสไข่เค็ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไข่เค็ม และอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อหนังปลาไข่เค็ม และมันฝรั่งไข่เค็มได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างที่เราเห็นๆ กัน ทำให้แบรนด์ Irvin’s Salted Egg ได้มองเห็นโอกาสในตลาดประเทศไทยด้วยการจัดตั้งบริษัทโคโคบา ไทยแลนด์ และนำ Irvins Salted Egg อิมพอร์ตมาจากสิงคโปร์เข้ามาเปิดสาขาด้วยตัวเอง ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2562

ซึ่งสาขาของ Irvins Salted Egg เน้นไปยังห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์ ที่คนไทยและต่างชาติให้ความนิยม และห้างสรรพสินค้าที่กลุ่มผู้เดินมีกำลังซื้อสูง

และที่ผ่านมา Irvins Salted Egg ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง พร้อมกับขยายสาขาจากที่เริ่มต้น 2 สาขา เป็น 5 สาขาในปัจจุบัน และมีร้านค้าเปิดจำหน่ายในช้อปปี้เพื่อลดข้อจำกัดด้านสาขาที่มีอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ อีกด้วย

การทำตลาดในไทยของ Irvins Salted Egg ในวันนี้เริ่มมีการแข่งขันที่มากขึ้นจากแบรนด์ The Golden Duckที่เห็นโอกาสตลาดในประเทศไทยเช่นกัน จากการมองเห็นการเติบโตของชนชั้นกลางในประเทศไทย อัตราการเติบโตของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในประเทศ และการที่ประเทศไทยมีค่าเงินที่แข็งขึ้นในปัจจุบัน

คริสโตเฟอร์ หวัง และโจนาธา เชน ผู้ก่อตั้ง The Golden Duckจึงได้นำสินค้าของตัวเองเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยผ่านตัวแทนจำหน่าย

การทำตลาดของ The Golden Duckมีความแตกต่างจาก Irvins Salted Egg คือ

The Golden Duckเลือกที่จะใช้ช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ดฮอลล์เป็นช่องทางจัดจำหน่ายหลัก

ซึ่งการเลือกช่องทางฝากขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ดฮอลล์นี้เองทำให้The Golden Duck สามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาและเงินจำนวนมากในการศึกษาและหาพื้นที่เปิดสาขา

ซึ่งบิสซิเนสโมเดลนี้ เป็นบิสซิเนสโมเดลเดียวกับการขยายธุรกิจในสิงคโปร์

เพราะในปัจจุบัน The Golden Duckมีจุดจำหน่ายสินค้ามากถึง 1,800 แห่ง ในซูเปอร์มาร์เก็ต, เซเว่นอีเลฟเว่น และอื่นๆ

แต่ข้อเสียการใช้ช่องทางฝากขายเป็นช่องทางหลักคือ The Golden Duckอาจจะสูญเสียเงินในกระเป๋าลูกค้าให้กับแบรนด์ขนมขบเคี้ยวอื่นๆ ที่มีวางจำหน่ายในเชลฟ์ใกล้เคียง จากการตัดสินใจ ณ จุดขายของลูกค้าเป้าหมาย

การเข้ามาทีหลังในตลาดไทย The Golden Duckใช้วิธีการสร้าง Brand Awareness ในไทย ผ่านกลุ่ม KOL และเพจต่างๆ โดยเจาะไปที่กลุ่มเพจคนชอบดูกีฬา เพจคนทำงาน เพจคนชอบดูภาพยนตร์ เพจกลุ่มคนที่ชอบงานปาร์ตี้ และเพจคนที่ชอบติดตามเทรนด์ เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักผ่านโซเชียลมีเดีย

รวมถึงการทำ Advertorial Content ผ่านรายการ ว่าน ไปเรื่อย (Wan Around) ของว่าน ธนกฤต พานิชวิทย์ ผ่านช่องทาง Youtube และ Facebook เป็นต้น

เพราะผู้บริหารเชื่อมั่นว่า โซเชียลมีเดีย เป็นคีย์ซักเซสให้กับธุรกิจฟู้ด เพราะยิ่งคน Like มาก Share มากขึ้นเท่าไร โอกาสสร้าง Brand Awareness ก็มีมากขึ้นเท่านั้น

 

The Golden Duck ในประเทศไทย เป็นความเชื่อมั่นของ 2 ผู้บริหาร ว่าภายใน 1 ปี จะสามารถสร้างยอดจำหน่ายในประเทศไทยมากถึง 2 ล้านดอลลาร์ หรือ 42 ล้านบาท ได้อย่างไม่มีปัญหา

เพราะคนไทยไม่ได้ซื้อสินค้าจากราคาเท่านั้น แต่ซื้อเพราะรสชาติและวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของขนมขบเคี้ยวด้วยเช่นกัน

 

Marketeer FYI

นอกสิงคโปร์ The Golden Duck และ Irvins Salted Egg ไปไหน

The Golden Duck

จีน

ฮ่องกง

ฟิลิปปินส์

ไต้หวัน

ไทย

ออสเตรเลีย*

 

Irvins Salted Egg

ฮ่องกง

ฟิลิปปินส์

ไต้หวัน

ไทย

ญี่ปุ่น

 

*ภายในปี 2562

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer