5 เหตุผลทำไมทุกสื่อยังไม่ตาย แม้ ONLINE มา

ทุกสื่อยังไม่ตาย

มีใครหลายคนเคยมองว่า “ดิจิทัล” จะมา Disturbs ทุกสิ่ง และจะเข้ามา Disturbs สื่อ Traditional ไปอย่างช้าๆ โดยเฉพาะสื่อทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ที่คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หันไปดู/อ่าน/ฟังผ่านออนไลน์แทน

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ Netflix และหนังออนไลน์อื่นๆ เข้ามาดึงคนให้ดูหนังออนไลน์ผ่านดีไวซ์ในบ้าน แทนการออกไปโรงภาพยนตร์หรือเปล่า

และสื่อนอกบ้านที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ จะถูกออนไลน์เข้ามา Disturbs หรือไม่

ในสิ่งที่หลายคนข้องใจ สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย ได้ตอบคำถามเหล่านี้ผ่านงานสัมมนา New Ecosystem for Success

โดยงานสัมมนาในช่วงของ Effectiveness Ways to gain Audience สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย  ได้เชิญ ผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อ ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ โรงภาพยนตร์ และสื่อนอกบ้าน เป็นตัวแทนสื่อพูดถึงการเข้ามาของดิจิทัลและสื่อออนไลน์ Disturbs สื่อ Traditional หรือไม่
ทุกสื่อยังไม่ตาย

TV และ ONLINE จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน

บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารสถานีข่องวัน ตัวแทนสื่อทีวี ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าแม้มีออนไลน์ แต่ทีวีก็ยังอยู่ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการเสพสื่อที่ไม่เหมือนกัน

เพราะบอยเชื่อว่า ตราบใดที่มีฮาร์ดแวร์ในการรับชม เช่นมีทีวี สมาร์ทดีไวซ์ ก็ต้องมี ซอฟท์แวร์ หรือคอนเทนต์ สนองตอบผู้ชมเสมอ แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมจะชมผ่านช่องทางไหนเท่านั้น

แต่จะทำอย่างไรให้ออนไลน์มาซัพพอร์ตออนแอร์

บอยได้ยกตัวอย่างการปรับตัวของช่องวันด้วยการจับมือ LINE TV ออนไลน์คอนเทนต์ละครฮิตหลังออนแอร์ 2 ชั่วโมง

“ในอดีตคนอาจจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปดูละครเรื่องล่าที่ออนแอร์เวลา 20.15 ถ้าดูไม่ทันถือว่าพลาด แต่ปัจจุบัน คนอาจได้ยินคนพูดถึงละครล่า และอยากดู ซึ่งสามารถดูได้ทั้งออนแอร์ผ่านหน้าจอทีวี และถ้าดูไม่ทัน อีก 2 ชั่วโมงก็สามารถดูออนไลน์ผ่านสมาร์ทดีไวซ์ บน Line TV ได้”

และการพูดถึงละคร Episode ที่ชมขณะออนแอร์ บนโซเชียลมีเดีย ยังช่วยให้ยอดวิวใน Episode นั้นผ่านออนไลน์สูงตามเรทติ้งของละครด้วย จากความอยากรู้ว่าสนุกแค่ไหนทำไมถึงพูดถึงกัน

ก่อนจากกันบอยได้ตอกย้ำอีกครั้งว่าอย่างไร สื่อทีวีก็ยังอยู่ เพราะ

  1. เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในการสร้างริชจำนวนมาก
  2. ทีวีไม่มีปัญหาเรื่องโฆษณาขายสินค้าชวนเชื่อ
  3. รายการทีวีไม่ได้ดูผ่านทีวีเท่านั้นแต่สามารถดูผ่านออนไลน์ได้
  4. ทีวีเป็นช่องทางในการสื่อสารอารมณ์สูงสุด และแบรนด์ต้องการอารมณ์ในการสื่อสาร
  5. การตัดงบทีวีทำให้กระทบยอดขาย
  6. ออนไลน์ไม่ได้มาแทนทีวีแต่มาส่งเสริมกัน

และสื่อออนไลน์ยังไม่สามารถมาทดแทนสื่อทีวีในแง่มุมของความเป็นเพื่อน จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดทีวีไว้เป็นเพื่อนเมื่ออยู่บ้าน และฟังเสียงทีวีไว้คลายเหงา เมื่อมีคอนเทนต์ที่น่าสนใจจะหยุดตั้งใจดู

ซึ่ง New Gen วันนี้อาจจะอยู่กับโลกONLINE มาก แต่เมื่ออายุมากขี้น เขาอาจจะกลับมาดูTV สักวัน


 วิทยุยังอยู่ แค่เปลี่ยน Device

คนมักคิดว่า สมัยนี้ไม่มีใครฟังวิทยุแล้ว ก็เพราะติดภาพเครื่องวิทยุ แต่สมัยนี้วิทยุ อยู่ในทุกช่องทาง เปิดฟังในอินเทอร์เน็ตได้ เปิดฟังในแอปฯได้ ดูสดในโซเชียลมีเดียได้

พี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายธุรกิจสื่อ) บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ตัวแทนของ สื่อวิทยุ ได้กล่าวถึงความคิดนี้ว่า

“เทคโนโลยีที่เข้ามาไม่ได้มาแทนที่สื่อวิทยุ แต่จะช่วยให้ผู้ฟังวิทยุสะดวกสบายมากขึ้นด้วยซ้ำ เดิมได้ยินเสียงอย่างเดียว วิทยุจึงสู้ทีวีไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีช่วยให้รายการวิทยุสามารถถ่ายทอดสดจากห้องจัดรายการ ได้เห็นดีเจตัวเป็นๆ ดูผ่านแอปพลิเคชั่น และ โซเชียลมีเดียได้ สามารถขายสปอนเซอร์ในห้องออกอากาศ สามารถโปรโมทรายการวิทยุด้วยคลิปวิดีโอผ่านออนไลน์ อย่างเช่น A-Time Media ก็มีแอปฯ เชื่อมคนฟังให้ดูภาพดีเจจัดรายการสดได้”

และแม้แอปฯ ฟังเพลงสตรีมมิ่ง และยูทูป จะเข้ามาเปลี่ยนนิสัยการฟังเพลง แต่พี่ฉอดก็ยังเชื่อว่าสื่อวิทยุจะอยู่ได้อีกนาน เพราะเสน่ห์ของวิทยุที่ไม่มีสื่อไหนลอกเลียนแบบได้

เพราะนอกจากวิทยุจะเปิดเพลงเป็นเพื่อนแล้ว ดีเจวิทยุเปรียบเสมือนเพื่อนที่พูดคุยกับคนฟังถึงเรื่องราวต่างๆ จัดอันดับเพลง แนะนำเพลงใหม่ และมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอยู่เสมอ สนองตอบธรรมชาติของคนไม่ได้อยากอยู่คนเดียวตลอดเวลา

และดีเจ ยังเป็นบุคคลที่อยู่ตรงกลาง ระหว่าง พ่อแม่ กับ คนแปลกหน้า ขอเพลงได้ ขอคำปรึกษาได้ ระบายได้ ฉะนั้นคนฟังก็จะผูกพันกับดีเจมากกว่า ที่สำคัญ รายการวิทยุจัดสดทุกครั้ง ไม่มีการตัดต่อ

แต่การปรับตัวของสื่อวิทยุ ใช่ว่าจะปรับเข้าสู่โลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีออนกราวด์ด้วย

พี่ฉอด ได้ยกตัวอย่าง A TIME Media ที่ต่อยอดคอนเทนต์ออกไปนอกเหนือวิทยุ เช่น TV Show : Club Friday, จัดคอนเสิร์ต อีเวนต์ ทัวร์ท่องเที่ยวสไตล์ใหม่ และอื่นๆ

เพราะในวันนี้วิทยุไม่ได้อยู่บนหน้าปัดวิทยุเสมอไป
ทุกสื่อยังไม่ตาย

นสพ. แม้แก่ แต่คอนเทนต์ยังอยู่

ดร. สรายุทธ มหวลีรัตน์ กรรมการผู้จัดการ สยามสปอร์ต ชินดิเทค ตัวแทนของสื่อสิ่งพิมพ์ ยอมรับว่าแม้สื่อสิ่งพิมพ์ จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เช่นขยายคอนเทนต์สู่เว็บไซต์ ประมูลดิจิทัลทีวีเพื่อหากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ

“วันนี้หนังสือพิมพ์เหมือนคนอายุ 55 ปี อยู่ในวัยใกล้เกษียณ แต่ยังต้องเป็นหัวเรือหลักในการหารายได้อยู่ เพราะสื่อออนไลน์ และทีวี ธุรกิจต่อยอดของสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่สามารถสร้างรายได้หลักให้กับธุรกิจได้”

คำว่าใกล้เกษียณของสรายุทธหมายถึงความรวดเร็วในการนำเสนอที่สู้สื่อออนไลน์ไม่ได้ “เปรียบเหมือน ปิยะพงศ์ ผิวอ่อน มาเตะบอลแข่งกับนักบอลรุ่นใหม่ ความไวมันต่างกัน”

และผู้อ่านหนังสือพิมพ์ในในวันนี้ยังเป็นกลุ่มอายุ 50ปีขึ้นไป ที่มีพฤติกรรมติดอ่านจากกระดาษ

ส่วนอายุ 25-50 ปี เป็นกลุ่มที่ก้ำกึ่ง คนเมืองอาจไม่กล้าจับหนังสือพิมพ์ มาอ่านเพราะกลัวมองว่าเชย และหันไปอ่านออนไลน์จากสมาร์ทดีไวซ์ และอายุต่ำกว่า 25ปี ส่วนใหญ่แทบ ไม่ได้จับ ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์

สรายุทธ ให้ความเห็นว่าเมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ยังต้องหารายได้มาเลี้ยงธุรกิจ ทางออกคือ สื่อสิ่งพิมพ์ เช่นหนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวจากการรายงานข่าวสด เป็นการรายงานข่าวเชิงวิเคราะห์ที่สื่อออนไลน์อาจไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ข้อมูลในออนไลน์ก็ไหลไปอย่างรวดเร็ว จะกลับมาอ่านหาไม่เจอเพราะเจอ feed อื่นๆ กลบไปเรียบร้อย

และข้อดีของนสพ. คือความน่าเชื่อถือกว่าสื่อออนไลน์ เพราะถ้าข่าวที่นำเสนอบิดเบือนไป อาจถูกฟ้องร้องได้และบรรณาธิการข่าวจะเป็นผู้รับผิดชอบเพราะเป็นสื่อที่มีตัวตน

ส่วนปัจจัยในการผลักดันให้สื่อสิ่งพิมพ์ และหนังสือพิมพ์ต้องปิดตัวเร็วกว่าวัยอันควรมาจาก การปิดตัวลง หรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของ
1 การจัดจำหน่าย/สายส่ง
2 เอเยนร้านหนังสือ
3 โรงพิมพ์
4 กระดาษ
ทางออกคือสิ่งพิมพ์ต้องรวมตัวกัน เพื่อลดต้นทุนที่แสนหนักอึ้งนี้ เช่น สยามสปอร์ตฯ จับมือกับมติชน ใช้สายส่งร่วมกัน ลดต้นทุนการขนส่งเป็นต้น

ส่วนในโลกอนาคตสื่อสิ่งพิมพ์และหนังสือพิมพ์ ยังคงดำเนินต่อไปในฐานะสื่อซัพพอร์ต สื่ออื่นๆ เพราะไม่มีสื่อใดอยู่ alone ได้ แต่มันต้องส่งเสริมกันและกัน

 

สื่อนอกบ้านไม่มีวันตาย ตราบใดที่คนยังใช้ชีวิตอยู่นอกบ้าน

ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แพลนบี มีเดีย ตัวแทนสื่อนอกบ้าน ได้ให้เหตุผลว่าทำไมวันนี้สื่อนอกบ้านยังเติบโต ด้วยมูลค่าตลาดมากกว่าหมื่นล้านบาท

“สื่อนอกบ้านเป็นสื่อดั้งเดิมสื่อแรกๆ ของโลก แต่กลับเติบโต เพราะสื่อนอกบ้านเป็นเหมือนเพื่อนพระเอกที่คอยซัพพอร์ตสื่ออื่นๆ ให้การสื่อสารเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น”

ในวันนี้สื่อนอกบ้านไม่ได้มีแค่ป้ายบิลบอร์ดที่เป็นภาพนิ่ง แต่ยังกลายร่างไปยังสื่ออื่นๆ เช่นสื่อทรานซิท สื่อรีเทลl สื่อแอร์พอร์ต สื่อสปอร์ต สื่อออนไลน์  และสื่อดิจิทัล ที่สามารถสื่อสารได้มากกว่า One Way Communication

โดยปรินทร์ ได้แนะนำว่า สิ่งที่ทำให้สื่อนอกบ้างทรงประสิทธิภาพมากขึ้นจะประกอบด้วย

  1. เทคโนโลยี -เปลี่ยนจากป้ายนิ่งเป็นภาพเคลื่อนไหว และ Interactive แต่อย่าหลงกลเทคโนโลยีจนเกินไป จนลืม Creative
  2. Real-Time Mobile Data -ไทยมีมือถือ 90 ล้านเลขหมาย สามารถนำ mobile data มาใช้กับสื่อนอกบ้านได้
  3. Creative Engagement – Creative มีความสำคัญสุด และสำคัญกว่าเทคโนโลยีและทุกสิ่ง เพื่อสื่อสารให้สื่อนอกบ้านมีพลัง โดยต้องคิด Creative ก่อนคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีไหนเพื่อตอบ Creative
  4. Integrated OHM กับ online -บริษัทที่ใช้เงินเยอะที่สุดในสื่อนอกบ้านคือ บ. Tech Company เพื่อ Drive คนจากโลกแห่งความจริงสู่โลกออกไลน์ กสื่อยังไม่ตาย

คนดู Netflix ก็ยังเข้าโรงภาพยนตร์อยู่

แม้จะมี Netflix แต่คนไทยก็ยังเข้าโรงภาพยนตร์อยู่ จากประสบการณ์การชมที่ต่างกันแม้จะเป็นการดูหนังเหมือนกันก็ตาม

นิธิ พัฒนภักดี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ตัวแทนสื่อโรงภาพยนตร์ มั่นใจถึงการมาของ Netflix ไม่ได้ทำให้ธุรกิจโฆษณาในโนโรงภาพยนตร์ตาย

“Netflix ไม่ได้มาแย่งผู้ชม แต่ส่งผลดีกับโรงภาพยนตร์ จากการดูหนังต่อภาคเก่าๆ ใน Netflix และตามมาดูภาคใหม่ในโรงภาพยนตร์ ส่วนสื่อที่ได้รับผลกระทบจาก Netflix จริงๆ คือรายการทีวี รายการโทรทัศน์ และคอนเทนต์บนช่องทางอื่นๆ เพราะเวลาคนดู Netflix แล้วดูรวดเดียวยาวๆ”

ในปี 2560 มูลค่าโฆษณาในโรงภาพยนตร์จึงยังเติบโตเพิ่มมากถึง 25% จากการขยายสาขาของโรงหนังไปตามหัวเมือง และคนไทยยังดูหนังในโรงภาพยนตร์เฉลี่ยปีละ 0.55 เรื่อง ในประเทศที่พัฒนาแล้ว คนดูหนังเฉลี่ยปีละ 2-3 เรื่อง

ตลาดนี้ยังมีโอกาส โดยเฉพาะในอนาคตจากแพลนภาพยนตร์ Hollywood  ภาพต่อที่จะเข้ามาฉายซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังที่คาดว่าจะทำเงิน เช่น Jurassic World2, Starwars Frozen และอื่นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นให้คนไทยออกมาดูหนังในโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้น

 

ยุคแห่ง Attention Economy

โชค วิศวโยธิน อุปนายกสมาคมการค้าสื่อออนไลน์คุณภาพ (OPPA) ตัวแทนของสื่อออนไลน์ ได้ให้ความเห็นว่าในบรรดาผู้ผลิตคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน สื่อไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่ค่ามากที่สุด คือ ความสนใจจากผู้บริโภค

เพราะยุคต่อจากนี้ไปจะเป็นยุคของ Attention Economy สื่อไหนดึงความสนใจของผู้บริโภคได้มากที่สุด ก็จะกลายเป็นสื่อหลักทันที

แต่การทำ Attention Economy ก็มีความท้าทายที่น่าสนใจในปีนี้คือ

-Frenemy Platform : คนไทยเล่น Social Media มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ Platform ที่คนไทยเล่นเป็น Platform จากต่างประเทศ ฉะนั้นธุรกิจที่อยู่บนช่องทางนี้ ต้องหาช่องทางอื่นรองรับไว้ด้วย

-Data &Measurement : ข้อมูลจะเชื่อถือได้ การวัดผลต้องดีและตรงจุด

-People : สิ่งที่ท้าทายที่สุดในยุคนี้ คือ การเลือกคนมาทำงาน เพราะตลาดเปลี่ยนไวมาก

-Traffics doesn’t mean money : การใช้เงินซื้อ Reach ซื้อ Traffics ไม่ได้หมายถึง ยอดนั้นจะเปลี่ยนเป็นเงินได้ คุณต้องเข้าใจ Customer Journey ที่แท้จริงด้วย

 

แม้ออนไลน์จะเข้ามา แต่สื่อ Traditional ก็ยังส่งเสริมซึ่งกันละกัน เพราะในวันนี้ไม่มีสื่อไหน อยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

 

 

อ่านคอนเทนต์การตลาด อย่าลืม marketeeronline.co