ถ้าโลกของร้านกาแฟขนาดใหญ่ ชื่อ Starbucks คือชื่อหนึ่งที่ใครๆ นึกถึง ในฐานะร้านกาแฟระดับพรีเมียมที่เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่ 3 ของคนรักกาแฟทั่วโลก

ถ้าโลกของร้านกาแฟ Specialty Coffee ชื่อ Blue Bottle Coffee คงเป็นชื่อต้นๆ ที่คนหลงรักในการลิ้มรสกาแฟรู้จักดี ในฐานะร้านกาแฟที่ดึงความเป็นกาแฟแท้ๆ ออกมาลิ้มลองผ่านวิธีการชงในรูปแบบเครื่องชง Hand Brew Coffee Maker เป็นหลัก

และการที่เป็น Specialty Coffee ของ Blue Bottle Coffee นี้เอง ได้กลายเป็นจุดกำเนิดให้กับแบรนด์ที่สร้างความแตกต่างจากร้านกาแฟอื่นๆ ได้อย่างน่าสนใจ

คุณรู้ไหมว่า ร้าน Blue Bottle Coffee มีต้นกำเนิดของธุรกิจมาจาก Pain Point ของ James Freeman นักเป่าแคลริเน็ตฟรีแลนซ์ ที่หลงใหลในการดื่มกาแฟ

ความหลงใหลในการดื่มกาแฟของ James ทำให้เขาได้พบว่า ร้านกาแฟในเมืองที่เขาอยู่ ไม่สามารถชงกาแฟได้ตามรสชาติที่เขาต้องการได้ หนำซ้ำร้านกาแฟส่วนใหญ่ยังใช้เมล็ดกาแฟที่ไม่ได้มาจากการคั่วใหม่ๆ ซึ่งมีกลิ่นที่หอมละมุนกว่าเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วเก็บไว้ใช้งานเป็นเวลานานๆ เสียอีก

เขาจึงได้เริ่มปฏิบัติการคั่วกาแฟดื่มเอง เพื่อหาความลงตัวของกาแฟที่เขาชื่นชอบ นั่นก็คือ กาแฟที่มีความเบาสบายในการดื่ม มีกลิ่นที่หอมกรุ่นเป็นธรรมชาติของกาแฟแท้ๆ และที่สำคัญเมล็ดกาแฟที่ดื่มจะต้องผ่านการคั่วแล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมง

และจากความหลงใหลในโลกกาแฟของ James เขาจึงเกิดความคิดในการเปิดร้านกาแฟของตัวเอง เพื่อให้คนอเมริกันได้ลิ้มรสชาติกาแฟในแบบฉบับของเขาตามที่เราได้กล่าวมา

James ได้ลองธุรกิจกาแฟของเขา ด้วยการเช่าบูธเล็กๆ ใน Farmers’ Market ที่อยู่ในเมือง Oakland รัฐ California ปรากฏว่ากาแฟของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จากรสชาติและความหอมที่แตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไป

จนในปี 2002 James ได้ยกระดับร้านกาแฟของตัวเองจากบูธเล็กๆ ในตลาด Farmers’ Market สู่ร้านกาแฟที่มีขนาดและพื้นที่รองรับลูกค้ามากขึ้น โดยเขาได้ตั้งชื่อร้านกาแฟของเขาว่า Blue Bottle Coffee มีโลโก้เป็นขวดสีฟ้าแนวมินิมอล

จาก Blue Bottle Coffee ร้านแรกที่เมือง Oakland รัฐ California ในปัจจุบัน Blue Bottle Coffee มีสาขามากถึง 88 สาขา ใน 3 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

จำนวนสาขา 88 สาขาในระยะเวลา 17 ปี ในธุรกิจของ Blue Bottle Coffee บางคนอาจจะมองว่าเป็นการเติบโตที่ไม่ก้าวกระโดดมากนัก เมื่อเทียบกับร้านกาแฟเชนขนาดใหญ่ ที่มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ Blue Bottle Coffee ต้องขยายสาขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหนึ่งมาจากเงินทุนที่ใช้ในการขยายกิจการ

ที่ผ่านมา James ได้มีการระดมทุนธุรกิจ Blue Bottle Coffee จากผู้สนใจ มากกว่า 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 4 ถือว่าเป็นการระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดในธุรกิจ Blue Bottle Coffee ของ James

เพราะในปี 2017 เนสท์เล่เข้ามาลงทุนใน Blue Bottle Coffee ในสัดส่วน 68% ด้วยเม็ดเงิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และการปิดดีลกับเนสท์เล่ในครั้งนั้น Blue Bottle Coffee ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ว่า James จะเสียตัวตนของ Blue Bottle Coffee ไป เมื่อยักษ์ใหญ่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ

แต่ในแง่ของธุรกิจคือ เงินทุนของเนสท์เล่ได้ทำให้ Blue Bottle Coffee สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา ผ่านการขยายสาขาและนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเช่น กาแฟบรรจุกล่องและกระป๋องพร้อมดื่ม และเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายกาแฟพร้อมดื่มที่นอกเหนือจากร้าน Blue Bottle Coffee

ส่วนการเสียตัวตนหรือไม่ คงดูได้จากจำนวนลูกค้าที่ยังคงตบเท้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสาขาที่มีการวางแผนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

การที่ Blue Bottle Coffee ประสบความสำเร็จในวันนี้มาจากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจนคือ

1. สร้างความแตกต่างของแบรนด์ผ่านกาแฟคั่วเอง บนเส้นทาง Niche Market

Blue Bottle Coffee ได้วางตัวเองเป็น Specialty Coffee ที่นำเสนอกาแฟเกรดพรีเมียมที่คั่วเองใหม่ๆ ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ผ่านกระบวนการปรุงด้วยเครื่องชงแบบ Hand Brew Coffee Maker เป็นหลัก และไม่มีเครื่องดื่มในเมนูมากลบรสชาติกาแฟที่เสิร์ฟในร้าน

ทำให้กาแฟที่เสิร์ฟให้ลูกค้ามีความหอมกรุ่นจากเมล็ดกาแฟที่คั่วใหม่ ที่ดึงรสชาติของกาแฟแต่ละสายพันธ์ุออกมา และมีความเบาสบายในการดื่ม

ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างจากกาแฟร้านอื่นๆ อย่างเช่น Starbucks ที่ใช้วิธีการชงกาแฟผ่านเครื่อง Espresso และนำมาปรุงด้วยนม ไซรัป และอื่นๆ เพื่อให้เป็นรสชาติตามเมนูที่ลูกค้าสั่ง

โดยกาแฟที่ Blue Bottle Coffee มีให้บริการจะเป็นกาแฟ 2 รูปแบบคือ

Single Origin Roast จากทั่วมุมโลก โดยกาแฟ Single Origin Roast คือกาแฟที่มาจากแหล่งเพาะปลูกเดียว มีรสชาติ และเอกลักษณ์ตามกรรมวิธีการผลิต และแหล่งที่เพาะปลูก

และ Blend Roast หรือกาแฟ Single Origin Roast มากกว่า 2 ชนิดมาผสมรวมกันเพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกาแฟ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการดื่มที่เพิ่มขึ้น และเป็นประสบการณ์ที่หาจากร้านกาแฟอื่นๆ ไม่ได้

2. สร้างแบรนด์เลิฟเพิ่มขึ้นด้วยความรู้ต่างๆ ที่มาพร้อมกับการขยายเวลาดื่มให้เพิ่มขึ้น

แม้จะมีลูกค้าจำนวนมากที่เข้ามาใช้บริการ Blue Bottle Coffee ในแต่ละสาขา

แต่สาขาเพียง 88 สาขา อาจจะไม่สามารถรองรับความต้องการดื่มกาแฟทุกช่วงเวลาได้

Blue Bottle Coffee จึงมีการจำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่วใหม่เพื่อให้ลูกค้าที่ติดใจในรสชาติสามารถซื้อกลับไปชงดื่มเองที่บ้านได้

แต่การซื้อกลับไปทำเองที่บ้านมีสิ่งที่เป็นจุดอ่อนคือ ลูกค้าแต่ละคนมีความรู้ด้านการชงกาแฟดื่มเองผ่านเครื่องชงต่างๆ ไม่เท่ากัน ทำให้รสชาติของกาแฟที่ออกมามีความผิดพลาดได้

Blue Bottle Coffee จึงได้นำจุดอ่อนนี้มาเป็นจุดขายของแบรนด์

ในเว็บไซต์ Blue Bottle Coffee มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการชงกาแฟผ่านเครื่องชงในรูปแบบต่างๆ เช่น การ Drip, Chemex, Cold Brew, Moka Pot และอื่นๆ หรือแม้แต่การทำ Milk Art ง่ายๆ เพื่อให้ลูกค้าที่ซื้อเมล็ดกาแฟคั่วจาก Blue Bottle Coffee ไปลองทำเองที่บ้านได้อย่างมีชั้นเชิงขึ้น

นอกจากนี้ Blue Bottle Coffee ยังมีการสร้างประสบการณ์การดื่มด้วยแบบสอบถาม ที่ให้ผู้ดื่มสามารถระบุความชอบในการดื่มกาแฟ ทั้งรูปแบบการชง รสชาติ น้ำหนักของกาแฟ และอื่นๆ เพื่อแนะนำเครื่องดื่มที่เหมาะกับผู้ดื่มแต่ละบุคคลมากที่สุด

3. จากหน้าร้านสู่ On The Way

Blue Bottle Coffee มีการพัฒนาสินค้าในรูปแบบกาแฟพร้อมดื่มบรรจุกล่องและกระป๋องออกมาจำหน่ายใน Blue Bottle Coffee และร้านค้าพาร์ตเนอร์จำนวนมาก เพื่อให้ผู้ที่หลงใหลในรสชาติของกาแฟ Blue Bottle Coffee สามารถซื้อดื่มได้ง่ายขึ้น และสามารถดื่มได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวรอซื้อดื่มจากหน้าร้านเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ แม้ Blue Bottle Coffee ยังไม่มีสาขาในประเทศไทย แต่เชื่อว่าหลายคนที่เคยมีประสบการณ์กับ Blue Bottle Coffee ตามสาขาต่างๆ คงประทับใจในความเป็น Blue Bottle Coffee ไม่น้อยเลยทีเดียว

เพราะ James ได้วางปณิธานของร้านตั้งแต่เริ่มแรกว่า I will only sell coffee less than 48 hr. out of the roaster to my guests. เพื่อเสิร์ฟกาแฟที่ดีที่สุดในกับลูกค้าทุกคน

 

 

cr. ภาพจาก FB/Website Blue Bottle Coffee

 

อ่านเพิ่ม กาแฟ Slow Bar แบบไหนแก่ที่สุด

กาแฟ Slow Bar แบบไหน แก่ที่สุด



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer