Roadside Investor โดย เพิ่มศักดิ์ จักร์มงคลชัย รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

บริษัท Amazon.com Inc. เจ้าพ่อ e-commerce รายใหญ่ที่สุดได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมา ทำให้ตลาดผิดหวังเพราะผลกำไรปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ในปีก่อน กำไรลดลงจาก 3,700 ล้านเหรียญมาเป็น 3,200 ล้านเหรียญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบขนส่งที่จะทำให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิก Amazon Prime ได้รับสินค้าภายใน 1 วันหรือ 24 ชั่วโมง (ปัจจุบันค่าสมาชิก Amazon Prime รายปีอยู่ที่ 119 เหรียญ)

คุณ Jeff Bezos ได้กล่าวปกป้องการตัดสินใจในการลงทุนในระบบขนส่งสินค้าว่า “มันเป็นการลงทุนที่ใหญ่ก็จริง และเป็นการลงทุนที่ถูกต้องสำหรับระยะยาวด้วย ซึ่งมันจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับลูกค้า นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับประสบการณ์การจับจ่ายที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า Prime ด้วย” คุณ Jeff ขึ้นชื่ออยู่แล้วที่จะเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น

นักลงทุนและนักวิเคราะห์เริ่มมีความกังวลใจเหมือนกัน เพราะบริษัท Amazon ได้เปลี่ยนจากโหมดที่ต้อง “ลงทุนสูง” มาเป็นโหมด “เก็บเกี่ยว” มาพักใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้บริษัทกลับมาสู่โหมดลงทุนอีกครั้ง จึงส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้น Amazon ออกมา

ทางบริษัทได้เปิดเผยว่า มีการลงทุนในระบบขนส่งราว 1,500 ล้านเหรียญในไตรมาสที่ 3 สำหรับบริการ One-day delivery ซึ่งสูงกว่าไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาถึงเท่าตัว แต่มันเป็นเรื่องที่จำเป็น มันเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้ Amazon แตกต่างจากคู่แข่งอย่าง Walmart และ Target

ด้านคุณ Jeff Bezos ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริการ One-day delivery น่าจะเปิดให้บริการได้ภายในเดือนเมษายน 2020 และมีเวลาให้ปรับปรุงจนกว่าจะถึงวันสำคัญของบริษัท นั่นคือ Amazon Prime Day ในวันที่ 15 กรกฎาคม และนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแล้ว บริการ One-day delivery ยังเป็นการสนองนโยบายของบริษัทที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเข้าสู่บรรยากาศ เพราะสินค้าที่ลูกค้าสั่งจะส่งจากโกดังที่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด

การประกาศผลประกอบการที่อ่อนแอลงมาพร้อมกับการคาดการณ์ยอดขายของไตรมาส 4 ที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดด้วยแต่ก็เพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องน่ากังวลไปซะทั้งหมด ยอดขายของไตรมาส 3 ทำได้ที่ 70,000 ล้านเหรียญ เติบโตขึ้นถึง 24% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 68,800 ล้านเหรียญ ยอดขายในอเมริกาเหนือเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 34,300 ล้านเหรียญมาเป็น 42,600 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 24% ด้านยอดขายของตลาดต่างประเทศก็เติบโตขึ้นเช่นกัน จาก 15,500 ล้านเหรียญมาเป็น 18,300 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 18%

มาที่ธุรกิจที่เติบโตสูงของบริษัทอย่าง Amazon Web Services (AWS) หรือธุรกิจด้าน Cloud สามารถทำรายได้ถึง 9,000 ล้านเหรียญ คิดเป็น 13% ของยอดขาย แต่สามารถทำกำไรได้ถึง 70% ของยอดกำไรทั้งหมด

นอกจากการลงทุนในระบบขนส่งแล้ว Amazon ยังมีการลงทุนในการค้าปลีกแบบใหม่ๆ อยู่อย่างสม่ำเสมอ วัฒนธรรม “ลองดู อะไรก็ได้” ของ Amazon ทำให้เกิดธุรกิจค้าปลีกใหม่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งกำเนิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว นั่นคือธุรกิจร้านค้าปลีก Amazon 4-Star

ร้าน Amazon 4-Star ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 5 สาขาในรัฐแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด แมสซาชูเซตส์ นิวยอร์กและวอชิงตัน ในร้านจะมีสินค้าราว 2,000 ชนิด สินค้าที่จะมาอยู่ในร้านได้จะต้องเป็นสินค้าที่ได้รับเรตติ้งเฉลี่ยตั้งแต่ 4 ดาวขึ้นไปจากลูกค้าที่ซื้อของในเว็บไซต์ amazon.com ดังนั้น สินค้าที่อยู่ในร้านจะเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงจากลูกค้าในฝั่งออนไลน์

มีการไปสัมภาษณ์ลูกค้าในร้าน Amazon 4-Star ก็ได้การตอบรับในเชิงบวกมาก ลูกค้าส่วนใหญ่บอกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีในการลงทุน และทำให้ได้ซื้อของที่ไม่ได้วางแผนมาล่วงหน้าไปเยอะพอสมควรเพราะได้ไปเจอสินค้าที่น่าสนใจและไม่คิดว่าจะมีสินค้าแบบนี้อยู่ในโลก

เห็นแล้วก็อิจฉาผู้บริโภคชาวอเมริกันอยู่ไม่น้อยที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ได้รับบริการที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอโดยที่จ่ายเงินเท่าเดิม คุณ Jeff Bezos ทำธุรกิจโดยมีลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางมาโดยตลอด ซึ่งก็เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องเพราะทำให้ Amazon แทบจะไร้เทียมทาน และตัวของคุณ Jeff เองก็ร่ำรวยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลกได้ (โดนคุณ Bill Gates แซงไปชั่วคราว) การที่หุ้น Amazon ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา อาจจะเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนก็ได้นะครับ

**ตั้งแต่ต้นปี ดัชนี Nasdaq 100 +29.71% S&P 500 +22.79% หุ้น Amazon +20.15% ในช่วงเดือนกรกฎาคม เคยบวกมากถึง 34% ปัจจุบันราคาลดลงจากจุดต่ำสุดประมาณ 10.7% {(2,020 – 1,804)/2,020 = 10.7%} **

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer