วันนี้ แม้ Digital จะไม่มา Disruption ธุรกิจโรงหนัง เพราะคนรู้แล้วว่า Netflix และสตรีมมิ่งอื่นๆ ไม่สามารถมาทดแทนโรงหนังได้ เพราะคอนเทนต์ของโรงหนังกับสตรีมมิ่งเป็นคอนเทนต์ที่แตกต่างกัน แม้สตรีมมิ่งจะมีคอนเทนต์จากโรงหนังมาให้บริการด้วยก็ตาม แต่กว่าหนังเรื่องนั้นจะเข้ามาในสตรีมมิ่งก็หลังจากที่หนังลาโรงไปแล้วเกือบปี

แต่ก็มีคำถามใหม่ว่า เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างนี้ คนไม่กล้าที่จะใช้เงิน แล้วคนจะดูหนังไหม?

คำตอบคือคนยังดูหนังอยู่ และดูหนังมากขึ้นกว่าเดิม แม้ราคาค่าตั๋วหนังจะมีการปรับตัวขึ้นทุกปี

เพราะหนังถือเป็นหนึ่งในความบันเทิงที่ช่วยคลายเครียดได้อีกวิธีหนึ่ง

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์คาดการณ์ว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ธุรกิจโรงหนังมียอดจำหน่ายตั๋วมากถึง 50 กว่าล้านใบ คิดเป็นมูลค่า 9,000 ล้านบาท ที่มาพร้อมกับการเติบโต 15%

มูลค่าที่กล่าวมานี้ ไม่รวมป๊อปคอร์น และขายโฆษณาในโรงภาพยนตร์

แต่ถ้ารวมทั้งหมด มากกว่านั้นแน่นอน

แต่ถ้ามองไปที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์เพียงอย่างเดียว วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ได้บอกกับเราในงานแถลงข่าวประจำปีเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2562 ว่าในปีนี้คาดการณ์เมเจอร์ฯ ขายตั๋วหนังได้มากถึง 40 ล้านใบ

ปัจจุบันเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์มียอดจำหน่ายตั๋วรวมกันได้ 38 ล้านใบ

ส่วนปี 2561 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ขายตั๋วหนังได้ 35 ล้านใบ

เมื่อดูที่รายได้ใน 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่าเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มีรายได้มากถึง 6,000 ล้านบาท เป็นรายได้จากการขายตั๋วหนัง 4,000 ล้านบาท

และคาดการณ์ว่าในสิ้นปีนี้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์จะมีรายได้จากการขายตั๋วหนังมากถึง 7,000 ล้านบาท เติบโต 15% จากปีที่ผ่านมา 

และเมื่อรวมกับรายได้จากการขายป๊อปคอร์นและโฆษณาเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์จะมีรายได้รวมกันทั้งสิ้น 10,500 ล้านบาท

สำหรับปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 25 ในธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย วิชาต้องการขับเคลื่อนธุรกิจโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เติบโต 10-15% จากปี 2562 คิดเป็นรายได้ 11,550-12,000 ล้านบาท

และวิชาได้คาดหวังไว้ว่าการเติบโตของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ในปี 2568 จะสามารถทำเงินเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัวจากรายได้ในปัจจุบัน

 

สิ่งที่ทำให้วิชาเชื่อมั่นเช่นนั้นมาจากกลยุทธ์ที่น่าสนใจของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ คือ

1. เปิดโรงหนังอุดช่องว่างทุกเซกเมนต์

ธุรกิจโรงหนังในประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีกลุ่มคนดูหลักเป็นกลุ่มนักศึกษาถึงวัยทำงานอายุ 18-35 ปี ทำให้การเติบโตของธุรกิจโรงหนังจะต้องอิงไปกับกระแสของหนังที่เข้าฉายในแต่ละปี และไม่สามารถสร้างรายได้ใหม่ๆ จากกลุ่มผู้ชมใหม่ๆ ได้มากนัก

และยังต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่เป็นโรงหนังด้วยกันเพื่อแย่งชิงลูกค้าผ่านแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ การบริการและอื่นๆ เพื่อแย่งชิงลูกค้าให้เลือกมาดูหนังในโรงตัวเองมากกว่าคู่แข่ง รวมถึงเพิ่มความถี่ให้ลูกค้ากลับมาดูอย่างต่อเนื่องผ่านเทรลเลอร์หนังที่จะเข้ามาฉายในโปรแกรมหน้า

เมเจอร์จึงได้มองหาช่องว่างการตลาดเพื่อพัฒนาโรงหนังเพื่อเจาะกลุ่มที่เป็นเซกเมนต์เฉพาะ อย่างเช่นที่ผ่านมาได้เปิดโรงหนังเด็ก หรือ Kid Cinema ที่ฉายหนังแอนิเมชั่นที่เหมาะสำหรับเด็กเป็นหลัก ขยายไปยังกลุ่มคนดูที่เป็นเด็กโดยเฉพาะ

ซึ่งการที่เมเจอร์ฯ ขยายธุรกิจไปยังกลุ่มเด็กทำให้เมเจอร์สามารถสร้างจุดแตกต่างในธุรกิจจากคู่แข่ง และยังเป็นการนำช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมมาดูหนังในโรงอย่างเช่น เช้าวันเสาร์-อาทิตย์ มาปรับให้เป็นช่วงเวลาที่สร้างรายได้กลับมา เพราะวิชาบอกว่าโรงหนัง Kid Cinema มีลูกค้าเข้าชมในเช้าวันเสาร์-อาทิตย์จำนวนมาก

นอกจากนี้ Kid Cinema ยังเป็นโรงหนังที่ช่วยให้เมเจอร์เพิ่มจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้มากขึ้น และส่งเสริมให้เมเจอร์สามารถสร้างรายได้จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ไม่ติดกระแสได้มากกว่าเดิมที่หนังประเภทนี้แทบจะไม่ทำเงินกับกลุ่มคนดูหลักเท่าไรนัก

เพราะถ้าเป็นลูกค้าทั่วไปส่วนใหญ่แล้วจะมองว่าแอนิเมชั่นส่วนใหญ่มีเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างเด็ก และไม่สนใจที่จะดู

นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่มหลักส่วนใหญ่จะนิยมดูหนังกับเพื่อนหรือแฟนเพียงไม่กี่คน ทำให้การซื้อตั๋วชมภาพยนตร์จะตกอยู่ประมาณ 2-3 คนต่อหนึ่งการจองเท่านั้น

แต่ถ้าเป็น Kid Cinema กลุ่มผู้ชมหลักคือเด็กซึ่งดูหนังแอนิเมชั่นทั้งเรื่องที่เป็นกระแสและไม่เป็นกระแส

และการเข้ามาชมของผู้ชมเด็ก จะต้องมีผู้ปกครองหรือบุคคลในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือญาติผู้ใหญ่เข้ามาดูแบบแท็กทีมด้วยเสมอ ทำให้การขายตั๋วในโรงหนังหนังเด็กจะมียอดการจองที่นั่งต่อครั้งมากกว่าคนดูทั่วๆ ไป ซึ่งเท่ากับว่าเมเจอร์จะมีรายได้จากการจำหน่ายตั๋วที่เพิ่มขึ้นจากโรงเด็กตามที่กล่าวมา

 

2. Movie Experience ต้องมากกว่าดูหนัง

ไม่ใช่เฉพาะการขยายเซกเมนต์เท่านั้น เมเจอร์ฯ ยังมีการปรับการบริการเพื่อเพิ่มความสะดวกและความสุขในการดูหนังให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

เพราะเมเจอร์เชื่อว่าถ้าลูกค้าประทับใจในบริการโอกาสในการกลับมาดูหนังในโรงเมเจอร์อีกจะมีมากขึ้น

โดยที่ผ่านมาเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์มีการปรับเรื่องความสะดวกของการซื้อตั๋วและชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น เพื่อให้ลูกค้าสะดวกและไม่ต้องเสียเวลามาต่อคิวซื้อตั๋วหน้าบ๊อกซ์ออฟฟิศที่ในบ้างครั้งอาจจะไม่ได้รอบ หรือที่นั่งตามที่ต้องการ

นอกจากนี้ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ยังมีการเชื่อมโยงประสบการณ์การดูหนังใหม่ๆ ให้กับลูกค้าผ่านเทคโนโลยีการชมทั้งภาพและเสียง เช่น การเปิดให้บริการโรงหนัง 3D โรงหนัง iMax จอขนาดใหญ่ และโรงหนัง Laser Projection System ที่ให้ความละเอียดสูง เป็นต้น

ส่วนปี 2563 วิชามีแผนที่จะเปิดให้บริการโรงหนังระบบ Giant Laser Screen ใน 6 สาขา ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีจุดเด่น คือเป็นโรงหนังที่ใช้ระบบฉาย Laser Projection จากแบรนด์ Christie ให้ภาพคมชัดสูงสุดระดับ 4K บนจอขนาดใหญ่เทียบเท่าตึก 3 ชั้น และระบบเสียงจากลำโพง JBL ให้เสียงรอบทิศทาง

แต่จุดเด่นด้านเทคโนโลยีของโรงหนังและการจองระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชั่นอาจจะเป็นสิ่งที่คู่แข่งอาจจะมีเหมือนได้

เมเจอร์จึงได้เพิ่มบริการที่เป็นเซอร์วิสที่มากกว่านั้นเข้าไป ด้วยการมีบัตเลอร์คอยดูแลลูกค้าในกลุ่มที่นั่งระดับไฮเอนด์ และโรงหนังเด็ก เพราะผู้บริหารเมเจอร์เชื่อว่าการแข่งขันในปี 2563 ของธุรกิจโรงหนังจะแข่งขันเรื่องคอนเทนต์ นั่นก็คือภาพยนตร์และบริการที่มากกว่าโรงหนังทั่วๆ ไป เพราะถ้าลูกค้าประทับใจในการบริการ โอกาสในการกลับมาเป็นลูกค้าประจำพร้อมความถี่ที่มากขึ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามมา

3. ต่างจังหวัดคือโอกาส เมเจอร์ต้องมีโรงหนังทุกจังหวัด

ในปีนี้จะเป็นปีแรกที่เมเจอร์ ซีเนแพล็กซ์มีรายได้มาจากต่างจังหวัดในสัดส่วน 50% ของรายได้จากการจำหน่ายตั๋วทั้งหมด จากเดิมที่ผ่านมาเมเจอร์ฯ จะมีรายได้จากโรงหนังต่างจังหวัดประมาณ 30%

การไปต่างจังหวัดของเมเจอร์ได้ใช้บิสซิเนสโมเดลต่างจากกรุงเทพฯ ด้วยการเน้นขยายโรงหนังอยู่ในโลเคชั่นของเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ซึ่งถือเป็นสองพื้นที่หลักที่สร้างรายได้ให้กับเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ในตลาดต่างจังหวัด จากพฤติกรรมที่คนต่างจังหวัดนิยมมาจับจ่ายและเดินซื้อสินค้าในเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซีเป็นหลัก

มีการลดจำนวนโรงแต่ละสาขาเหลือเพียงสาขาละ 1-3 โรง จากที่กรุงเทพฯ แต่ละสาขาจะมีโรงภาพยนตร์อย่างน้อย 6-7 โรงด้วยกัน

การที่เมเจอร์ฯ ลดจำนวนโรงหนังในต่างจังหวัดเป็นเหมือนการสร้างโรงหนังให้เหมาะกับ Population ของประชากรในแต่ละจังหวัด เพื่อให้โรงหนังมีคนดูเต็มทุกรอบ และยังเป็นการลดต้นทุนในการลงทุนในการเช่าพื้นที่ ตกแต่งโรงหนัง และรวมถึงการคำนวณรายได้ที่ต้องแบ่งให้กับค่ายหนัง

ซึ่งการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการขายตั๋วต่อรอบให้ผู้ชมเต็มโรงมากขึ้น ทำให้เมเจอร์ใช้กลยุทธ์ด้านราคาค่าตั๋วในโรงต่างจังหวัดเฉลี่ยใบละร้อยเป็นจุดขายในการดึงลูกค้าเข้ามาดูหนังในโรงเมเจอร์ฯ บ่อยขึ้น

จากการเติบโตของผู้ชมต่างจังหวัด วิชาจึงมีความต้องการขยายโรงหนังเมเจอร์ไปในต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดที่ยังไม่มีโรงหนังเมเจอร์ฯ เปิดให้บริการ

โดยปัจจุบันเมเจอร์ซีเนเพล็กซ์มีสาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวมกัน 60 จังหวัด ขาดเพียงแม่ฮ่องสอน, แพร่, กาฬสินธุ์, บึงกาฬ, เลย, สุรินทร์, อำนาจเจริญ, ชัยนาท, อุทัยธานี, นครนายก, สมุทรสงคราม, ตราด, ภูเก็ต, ตรัง, ยะลา, นราธิวาส, ปัตตานี เท่านั้น

 

4. ดันหนังไทยสู่ Tollywood (Thailand+Hollywood)

การที่เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์บุกตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น จำเป็นต้องมีหนังไทยมารองรับความต้องการ เพราะพฤติกรรมการดูหนังของคนต่างจังหวัดส่วนใหญ่นิยมดูหนังไทย

ในปีที่ผ่านมารายได้จากการจำหน่ายตั๋วของเมเจอร์มีสัดส่วนประมาณ 26% จากรายได้ทั้งหมด ส่วนปีนี้คาดการณ์หนังไทยมีสัดส่วนรายได้ 25% ของรายได้จากการจำหน่ายตั๋วของเมเจอร์ฯ ทั้งหมด

และเมื่อมาดูลึกลงไปพบว่า สัดส่วนรายได้ในการจำหน่ายตั๋ว 3,500 ล้านบาท ที่มาจากต่างจังหวัดเป็นรายได้ที่มาจากหนังไทยมากถึง 40%

ซึ่ง Marketeer มองว่ารายได้จากหนังไทยในต่างจังหวัดสามารถเติบโตได้อีก ถ้ามีหนังไทยเข้าฉายจำนวนมากขึ้น และเป็นหนังที่มีคุณภาพ และหนังไทยที่มีคุณภาพยังสามารถเจาะตลาดคนดูที่เป็นคนกรุงเทพและปริมณฑล และต่างประเทศได้อีกด้วย

วิชาจึงมีความต้องการที่จะจับมือกับพาร์ตเนอร์ในการผลักดันให้หนังไทยที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเข้าฉายในโรงเป็นหนังที่มีคุณภาพและความถี่มากที่สุดเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหนังไทยเข้าสู่ Tollywood (Thailand+Hollywood) แข่งขันกับหนังในประเทศอื่นๆ ต่อไป

สำหรับตลาดหนังไทยในประเทศไทยภายในปี 2568 วิชามีความต้องการให้โรงหนังเมเจอร์ฉายหนังไทยเรื่องใหม่ๆ เฉลี่ยสัปดาห์ละหนึ่งเรื่อง เพื่อผลักดันรายได้จากการจำหน่ายตั๋วมาจากหนังไทยในสัดส่วน 50% จากรายได้ในการจำหน่ายตั๋วทั้งหมด

 

ทั้งนี้ จากกลยุทธ์ทั้งหมดของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ จะต่อเติมความฝันให้กับวิชาเป็นจริงหรือไม่ คงต้องดูต่อไปยาวๆ ถึงปี 2568

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer