ศึกชิงดำ ซัมเมอร์ 2018 ในวันที่ความซ่า…ไม่เหมือนเดิม

ตลาดน้ำอัดลม 50,000 ล้านบาท น้ำดำยังเป็นสียอดฮิตยอดนิยมมีสัดส่วนถึง 70% หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 35,000 ล้านบาท

เป็นตลาดใหญ่มหาศาลที่ทั้ง 3 แบรนด์หลักต่างมีเป้าหมายของตัวเองชัดเจน

Coke นับจากเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดถึง 52% ก็พยายามที่จะทิ้งห่างอดีตแชมป์ตลาดน้ำดำอย่าง PEPSI ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ 

PEPSI เองก็ตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าในอนาคตอันใกล้ 3 -5 ปีต้องกลับมาทวงแชมป์ขึ้นเป็นราชันน้ำดำให้ได้อีกครั้งเหมือนอย่างในอดีตที่ตัวเองเคยยืนในตำแหน่งสูงสุด

EST เองก็พอใจกับความสำเร็จของตัวเองที่ในเวลา 5 ปีมีส่วนแบ่ง 10% สามารถสอดแทรกในตลาดนี้ที่ว่ากันว่าเป็นตลาดปราบ “น้องใหม่” เพราะผู้บริโภคคุ้นเคยกับความซ่าของ 2 แบรนด์หลักอย่าง Coke กับ PEPSI มาเป็นเวลาหลายสิบปี  

ศึกน้ำดำ 2018

เพียงแต่ภารกิจของทั้ง 3 Big Brand เวลานี้ต้องคิดหนัก เมื่อตลาดน้ำอัดลมในปี 2017 ที่ผ่านมาติดลบถึง 4% โดยมีต้นเหตุมาจากกำลังซื้อผู้บริโภคระดับล่างลดน้อยลงทำให้อัตราความถี่ในการดื่มน้ำอัดลมก็ลดน้อยลงเป็นเงาตามตัว

เหตุผลข้อสุดท้ายคือ 1 – 2 ปีที่ผ่านมามีแบรนด์เครื่องดื่มใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย และเมื่อผู้บริโภคไปถึงตู้แช่ก็อาจจะเปลี่ยนจากดื่มน้ำดำซ่า มาทดลองเครื่องดื่มใหม่ๆ ในตลาด

เมื่อเป็นเช่นนี้กลุ่มน้ำดำเองก็ต้องเคลื่อนไหวกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความถี่ในการดื่มน้ำอัดลมให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหน้าร้อนที่ถือเป็น High season ที่ทุกคนต่างระดมสารพัดแคมเปญการตลาด

ศึกน้ำดำ 2018

ถึงทั้ง 3 แบรนด์จะทุ่มไม่อั้นกับแคมเปญหน้าร้อนให้แก่น้ำดำ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้า “ฟันธง” แน่ชัดว่าตลาดน้ำดำจะกลับมา “คืนชีพ” มีเส้นกราฟกลับมาเติบโตอีกครั้ง

แต่ที่สามารถ “ยืนยัน” การเติบโตได้ชัดเจนมากที่สุดนั้นคือน้ำดำขวด PET ขนาด 250 มล. ราคา 10 บาทที่ผู้บุกเบิกรายแรกคือแบรนด์รองอย่าง EST จากนั้นทั้ง 2 Global Brand อย่าง PEPSI และ Coke ก็ตามมาสกัดยอดขายด้วยการมีขวด PET 10 บาทวางขายด้วยเช่นกัน

และเพียงเวลาไม่นานนักน้ำดำ PET 10 บาทมีสัดส่วนมากถึง 20% และมีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็น 30% จากภาพรวมบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดในตลาดน้ำดำ

อะไรที่ทำให้ขวด PET 10 บาทจากไซส์ที่ไม่ค่อยมีใครเหลียวแล แถมยังขายแค่ช่องทางร้านโชห่วยและร้านอาหารข้างทางไม่ได้เข้าไปสู่ช่องทาง Modern trade ถึงกำลังจะขยับไปสู่การเป็นแพ็คเกจจิ้งไซส์อันดับ 1

อันดับแรกสุดนั้นคือ เป็นราคาที่ซื้อง่ายขายคล่อง เวลาซื้อถอนตังค์มักจะไม่มีเศษเหรียญ

ข้อสุดท้าย คือเป็นไซส์ที่ดื่มพอดีสำหรับการดับกระหายใน 1 ครั้ง

โดย เจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด บอกว่าในบรรดา 3 แบรนด์หลักคงไม่น่าจะมีใครทำน้ำดำขวด PET ที่ขนาดเล็กและราคาต่ำกว่า 10 บาท เพราะนี้คือราคาที่สุดทางแล้วในการทำธุรกิจน้ำดำขวด PET

ขณะที่ขวดแก้วในตลาดน้ำดำที่มีสัดส่วนประมาณ 15% จากยอดขายทั้งหมด เป็นเกมระหว่าง Coke กับ EST อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเกมแห่งการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมมากที่สุดตามร้านโชห่วยและร้านอาหาร ในขณะที่ PEPSI ได้ละทิ้งตลาดนี้ไปนับตั้งแต่แยกทางกับเสริมสุข

ฝันของ PEPSI ที่จะกลับมาเป็นเบอร์ 1 ในเมืองไทยอีกครั้งด้วยพลังความขลังของแบรนด์, และฝากความหวังไว้กับขวด PET อย่างเดียว คงเป็นอะไรที่เหนื่อย

เพราะในขณะที่คู่แข่งอย่าง Coke และ EST มีอาวุธการตลาดครบมือ แต่ PEPSI กลับขาด 1 ชิ้นนั้นคือ ขวดแก้ว ถึงจะไม่ใช่อาวุธชิ้นสำคัญเทียบเท่าขวด PET ก็เถอะ

แต่ความสมบรูณ์แบบย่อมดีกว่าความไม่สมบรูณ์แบบ ไม่ใช่เหรอ ?   

ศึกน้ำดำ 2018


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer