Email Marketing vs SMS Marketing แบบไหน ผู้บริโภคชอบ

Email SMS เป็นสองช่องทางการตลาดที่เกิดไล่เลี่ยกันมาก เพราะอีเมล์ก็มาตั้งแต่ช่วงอินเตอร์เน็ตยุคแรกๆ ส่วน SMS ก็มาดังในยุคที่มือถือ Nokia ราคาเข้าถึงได้

ทั้งสองช่องทางนี้ มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป

Email เป็นช่องทางหลักสำหรับการสื่อการในการทำงาน รองรับการใส่ภาพ การใส่ลิงค์โปรโมชั่น หรือพูดง่ายๆ มันก็ บทความหนึ่งบทความ ที่มีหัวข้ออีเมล์ทำหน้าที่ดึงดูดให้คนเข้าไปอ่าน อีเมล์จึงได้รับความนิยมอย่างมาก และมากเกินไป จนคนไม่สามารถรับได้ทัน และลบทิ้งไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อ่านด้วยซ้ำ

SMS ก็คือข้อความที่ส่งตรงจากแบรนด์ไปยังมือถือของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งปัจจุบันก็จะมีข้อความ และลิงค์ไปยังเว็บอีกทีหนึ่ง ซึ่งปริมาณ SMS ที่ได้รับในแต่ละวัน จะน้อยกว่าอีเมล์มาก เพราะเบอร์โทรไม่ใช่สิ่งที่ให้กันง่ายๆ

โอเค พอเห็นภาพคร่าวๆ แล้ว ลองไปดู Infographic จาก TextMarketer กัน

 

ปริมาณของ SMS vs Email

ใน 1 ปี จะมี 8 ล้านล้านข้อความ กับ 74 ล้านล้านอีเมล์ ที่ถูกส่ง

แต่ถ้าเป็นใน 1 วัน จะมี 22 พันล้านข้อความ กับ 269 พันล้านอีเมล์ที่ ถูกส่ง

หรือเลขกลมๆ อีเมล์มีปริมาณมากกว่าข้อความ 10 เท่า

ซึ่งลองมาคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผลมาก เพราะคนหนึ่งคนมี 3-4 อีเมล์ แต่อย่างมากก็มีแค่ 2 เบอร์เท่านั้น

 

อัตราการเปิด และ อัตราการตอบสนอง

ด้วยปริมาณอีเมล์ที่มาก โอกาสในการกดอ่านจึงแค่ 20% ในขณะที่ อัตราการตอบสนอง มีเพียง 6% เท่านั้น ซึ่ง SMS จะทำได้ดีกว่า เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า เช่น ข้อความด่วนให้โทรกลับ หรือ การแจ้งเรื่องสำคัญที่มักจะทำผ่าน SMS มากกว่า Email

 

ความรวดเร็วในการตอบ

ก็ยังคงเป็น SMS ที่ทำได้ดีกว่า โดยผู้บริโภคเฉลี่ยตอบ SMS ในเวลา 90 วินาที ส่วนอีเมล์นั้นก็ต้องรอถึง 90 นาที เพราะต้องไปไล่อ่านอีเมล์อื่นๆ ก่อน และมันมักไม่สำคัญนั่นเอง

 

เรื่องไหนที่คนอยากให้มี SMS ส่งมามากที่สุด

1.แจ้งเตือนนัดหมายต่างๆ

2.แจ้งเตือนซื้อยา

3.การฉ้อโกง และ ระบบขัดข้อง

 

จะเห็นได้ว่า SMS นั้นมักจะเป็นเรื่องที่ด่วนจริงๆ ไม่ใช่เรื่องโปรโมชั่น เรื่องโฆษณาสักเท่าไหร่

อย่างถ้ามีคนเอาบัตรเครดิตของคุณไปใช้ในจำนวนผิดปกติ หรือล็อกอินอีเมล์ของคุณในต่างประเทศ คุณคงอยากให้โทรมาแจ้งโดยตรงเลยก็ได้

ฉะนั้นการใช้ SMS นั้นจะมีประสิทธิภาพมาก ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และรู้สึกว่ามันสำคัญจริงๆ เช่น เป็นโปรโมชั่นใหญ่ประจำปี ซื้อพิซซ่าหนึ่งแถมหนึ่ง เป็นต้น

 

Email + SMS = LINE

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่องทางที่แบรนด์กับผู้บริโภคเจอกันมากที่สุด คือ LINE เพราะเวลาโหลดสติ๊กเกอร์ หรือร่วมกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ แบรนด์ก็อยากเป้นเพื่อนกับคุณทั้งนั้น ซึ่งแพล็ตฟอร์ม LINE ก็เหมือนนำข้อดีของทั้งสองแพล็ตฟอร์มมารวมกัน คือ สามารถใส่รูปภาพ วิดีโอ ได้เหมือนอีเมล์ แต่ก็ไม่ได้มาถี่เกินไปเหมือนข้อความ

แต่การไปอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภค อย่างใน Chat ก็อาจมีความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะถ้าคุณส่งข้อความมากเกินไป อาจโดนปิดแจ้งเตือน หรือบล็อกได้ทันที

 

นอกจากนั้น หากคุณโหลดแอปฯ ต่างในเครื่อง แล้วไม่ปิด Notifications ก็เปรียบเสมือนรับข่าวสารเพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง

ฉะนั้นคงไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับแบรนด์ว่า Platform ไหนที่เหมาะกับคุณมากที่สุด ช่วงเวลาไหนที่จะได้ผลมากที่สุด หรือปริมาณเท่าไหร่จึงจะพอดี สิ่งเหล่านี้คุณต้องนำข้อมูลที่มี มาวิเคราะห์ แล้วลองทำด้วยตัวคุณเองจะดีกว่า

 

ที่มา : SocialMediaToday