ตลาดธุรกิจสปา มูลค่าหลายหมื่นล้าน ตลาดนี้ใครครอง (วิเคราะห์)

ฝีไม้ลายมือในการทำสปาและนวดแผนไทย ถือว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก

ธุรกิจสปา-นวดไทยติดอันดับ 16 ของโลก และติดอันดับ 5 ในภูมิภาคเอเชีย

เป็นทั้ง Medical Tourism สำหรับต่างชาติ และเป็นตลาดความงามสำหรับคนไทย

ปัจจุบันตลาดสปาและนวดภายในประเทศมีมูลค่าราว 3.5 หมื่นล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ย 8% และมีแนวโน้มจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากตลาดท่องเที่ยว และปัจจัยคนต้องการความผ่อนคลายและบำบัดตัวเอง

ตลาดสปา-นวด กินสัดส่วน 23% ของตลาดความงามทั้งหมด ขณะที่ตลาดบริการทางการแพทย์มีมูลค่าถึงแสนล้านบาท กินสัดส่วนถึง 75%

คิดกลมๆ แล้ว “สปา-นวด” ยังห่างชั้นกับ “บริการทางการแพทย์” ถึง 2-3 เท่า

ด้วยศักยภาพของตลาดที่สามารถเติบโตโดยรับอานิสงส์จากธุรกิจ ‘ท่องเที่ยว’ และกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ทำให้มูลค่าของตลาดสปา-นวด ยังมีโอกาสโตแบบไม่ชนเพดาน

ร้านสปา-นวด 3 ประเภท และลูกค้า 4 เซกเมนต์

ธุรกิจสปา-นวดในประเทศไทยมี 3 รูปแบบ ได้แก่

(1) แบบทั่วไป อยู่ในแหล่งชุมชน อาคารสำนักงานหรือห้างสรรพสินค้า เน้นการทำทรีตเมนต์ในระยะเวลาตั้งแต่ 30-210 นาที

(2) แบบ Destination ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว มีห้องพักให้ลูกค้าสามารถเลือกระยะเวลาการเข้าพักได้ โดยเฉลี่ยตั้งแต่ 3-28 วัน 

(3) Hotel spa เป็นสปาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงแรม เน้นโรงแรมระดับ 4-5 ดาวเป็นหลัก

ขึ้นชื่อว่าสปา-นวดไทย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จนทำให้อัตราการเติบโตของตลาดในไทยสูงถึง 8% ขณะที่ตลาดโลกเติบโตเพียง 7% เท่านั้น

สำหรับประเทศไทย ‘นักท่องเที่ยว’ ถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจีน ไต้หวัน เกาหลี กระทั่งฝั่งยุโรปเองก็สนใจไม่น้อย

ขณะที่เทรนด์ของโลกที่ดันให้ตลาดบูม คือเทรนด์สุขภาพ จากกลุ่มคนสูงวัย อายุมากกว่า 40 ปี กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความเคร่งเครียดจากการทำงาน โดยทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการรักษาสุขภาพด้วยบริการสปา-นวด

อีกกลุ่มคือ ‘คนกำลังซื้อสูง’ ตั้งแต่กลุ่มระดับบีบวกไปถึงเอบวก เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการยกระดับให้ธุรกิจของตัวเองดูพรีเมียม เพื่อดึงเงินในกระเป๋าของคนกลุ่มนี้ ประกอบกับเม็ดเงินจากเศรษฐีรุ่นใหม่ที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ

ตลาดธุรกิจสปา – นวด SME ครอง

ปี 2562 มีผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนฯ กับกระทรวงสาธารณสุขประมาณ 3,500 แห่ง ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ประกอบการทั้งหมดมากกว่า 40,000 แห่ง

โดยส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ในประเภท ‘นวดแผนไทย’ เป็นหลัก

ข้อจำกัดในมุมผู้ประกอบการคือการขอใบอนุญาตฯ เพื่อเปิดร้านตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข แต่อย่างไรก็ดี การจะได้มาซึ่งใบอนุญาตฯ จำเป็นต้องผ่านหลายขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเตรียมพนักงานที่มีใบประกาศฯ

แม้ว่ายังมีร้านนวดจำนวนมากที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่ ‘นวดแผนไทย’ ก็เป็นประสบการณ์เชิงสุขภาพอยู่ดี

จับตา Health Land 

Health Land เป็นอีกรายที่ทำธุรกิจสปา-นวด ภายใต้ผู้จดทะเบียนคนเดียวกันคือ “พิทักษ์ ลาภปรารถนา” กับบริษัท “เฮลท์ แลนด์ 2004” “เฮลท์ แลนด์” และ “เฮลท์ แลนด์ ประเทศไทย”

รายได้บริษัท เฮลท์ แลนด์ 2004 จำกัด

รายได้ปี 2561 อยู่ที่ 200 ล้านบาท กำไร 4.5 ล้านบาท 

รายได้ปี 2560 อยู่ที่ 210 ล้านบาท กำไร 3.9 ล้านบาท

และรายได้ปี 2559 อยู่ที่ 73 ล้านบาท กำไร 1.9 ล้านบาท

Key ของ Health Land คือแนวคิดในการสร้างความพอใจให้ลูกค้า ตั้งแต่โลเคชั่น บริการ-คุณภาพ ไปจนถึงการออกแบบสถานที่ที่เข้ามาแล้วต้องรู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปสัมผัส

รวมถึงการวางกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ‘ผู้หญิง’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการขยายตลาดและสร้างรายได้ให้อีกในอนาคต

SPA: รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ชื่อของ “สยามเวลเนสกรุ๊ป” หรือ SPA เป็นธุรกิจสปารายเดียวในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เข้าตลาดเมื่อปี 2557 จากการเห็นโอกาสของตลาดที่เติบโตจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Medical Tourism) และคนไทยที่ต้องการผ่อนคลายบำบัดตัวเอง

SPA มีแบรนด์ในเครือตั้งแต่ Let’s Relax (ธุรกิจนวด-สปา 4 ดาว), Rarinjinda (ทั้งธุรกิจสปา 5 ดาวและรีสอร์ต), Siam Wellness Lab (ผลิตภัณฑ์สปา), Deck1 (ร้านอาหาร), Siam Wellness Thai Massage and Spa School (โรงเรียน) และ BaanSuan (นวดแผนไทย ระดับ 2-3 ดาว)

รายได้ปี 2561 อยู่ที่ 1,152 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 206 ล้านบาท 

รายได้ปี 2560 อยู่ที่ 962 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 175 ล้านบาท 

และรายได้ปี 2559 อยู่ที่ 739 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 140 ล้านบาท 

ลูกค้าส่วนใหญ่ของ SPA เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะลูกค้าชาวเอเชีย ฝั่งจีน ฮ่องกง ไต้หวัน 

แต้มต่อของ SPA คือบริการที่อาศัย know-how กว่า 20 ปี และโลเคชั่นที่ตรงกับดีมานด์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

แบรนด์ BaanSuan จับกลุ่มลูกค้า C+ จนถึง B+ เน้นทำเลที่พักอาศัย ติดถนนใหญ่ มองเห็นง่าย/Let’s Relax จับกลุ่มลูกค้า B จนถึง A- เน้นทำเลใกล้สถานที่ท่องเที่ยว หรือติด BTS ขณะที่ Rarinjinda จับกลุ่มลูกค้า A- ถึง A+ ที่มีรายได้มากกว่า 75,000 บาทต่อเดือน โฟกัสเฉพาะทำเลในโรงแรม 5 ดาว

แต่ด้วยความที่ธุรกิจสปาเน้นจับกลุ่มกำลังซื้อสูง บวกกับธรรมชาติของลูกค้าก็ไม่ได้มาใช้บริการถี่จนบ่อย ดังนั้น SPA จึงต้องจับลูกค้าให้อยู่หมัดเพื่อไม่ให้ลูกค้าเฉไฉไปหาร้านอื่นด้วย Royalty Program ไม่ว่าจะเป็นการให้ส่วนลด หรือวางโปรโมชั่นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการในภายหลัง

แม้ตลาดสปา-นวดจะมีคู่แข่งมากมาย แต่ในแง่หนึ่งก็เหมือนสร้างอีโค่ซิสเต็มให้เกิดการแข่งขัน และพัฒนาคุณภาพบริการให้ดีที่สุด 

เพราะผลสุดท้ายคนได้ประโยชน์ที่สุดก็คือผู้บริโภคเอง

และไม่ใช่แค่ผู้บริโภคในไทยเท่านั้น หากเป็นลูกค้าทั่วทั้งโลก 

เพราะเป้าหมายของภาครัฐในการผลักดันคือทำให้ธุรกิจสปา-นวดแผนไทย ให้ติด Top5 ของโลกภายใน 5 ปีข้างหน้า 

ผู้ประกอบการรายย่อยทั้งหลายจะได้แสดงฝีไม้ลายมือในเร็ววัน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline