ในวันที่ธุรกิจค่ายเพลงต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นทุกวัน เอาที่เห็นภาพกันชัดๆ ก็อย่างการที่ซีดีและเทปไม่ได้เป็นรายได้หลักของค่ายเพลงเหมือนอย่างในอดีต

หรือกับโลกออนไลน์ที่ทำให้เกิดศิลปินร้อยล้านวิวไม่สังกัดค่ายขึ้นมากมาย จนทำให้ค่ายเพลงต้องปรับตัวกันยกใหญ่

บ้างลดสัดส่วนการทำเพลงแล้วหันไปขายของขายครีม

บางค่ายหันไปทำละคร ทำรายการทีวี เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพารายได้จากการทำเพลง

แต่กลับมีค่ายเพลงเล็กๆ ค่ายหนึ่ง ที่ยังคงสามารถเติบโตได้เรื่อยๆ จากการขายเพลงขายศิลปินเป็นหลัก

พร้อมกับดนตรีแนวทางเลือกที่หากนำหลักการตลาดมาครอบตั้งแต่ตอนที่ศิลปินยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ คงไม่มีใครคาดเดาได้ว่า Whal & Dolph, PLASTIC PLASTIC หรือ THE TOYS จะกลายเป็นศิลปินที่มีฐานคนฟังหนาแน่นอย่างทุกวันนี้ได้

ซึ่งค่ายเพลงที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ก็คือ What The Duck

และจากสถานการณ์ที่ใครต่อใครต่างก็บอกว่า ‘ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำค่ายเพลงในยุคนี้’ แล้ว What The Duck มีวิธีการบริหารค่ายเพลงทางเลือกนี้ให้เติบโต เป็นที่รู้จักมากขึ้นทุกวัน และกำลังจะเดินทางเข้าสู่ปีที่ 6 ได้อย่างไร

คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีไปกว่า 2 ผู้ก่อตั้งอย่าง มอย-สามขวัญ ตันสมพงษ์ และ บอล-ต่อพงศ์ จันทรบุบผา อีกแล้ว

จุดเริ่มต้นที่เลือกทำ ค่ายเพลงทางเลือก

หลายคนรู้จักบอลในฐานะมือกีตาร์วงสครับ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่านอกจากงานเบื้องหน้า เขายังเป็นคนเบื้องหลังที่คลุกคลีอยู่กับธุรกิจค่ายเพลงมาเป็นเวลาหลายปี

เป็นพนักงานประจำของค่ายเพลงมาหลายค่าย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในฐานะของการเป็น Artist Manager ที่ทำหน้าที่ดูแลศิลปินเป็นหลัก

เช่นเดียวกันกับมอย แต่ที่ต่างออกไปคือมอยจะรับหน้าที่ในการทำ Marketing และเป็น PR ให้กับค่ายเพลง

จนกระทั่งได้มีโอกาสมาร่วมงานกันในค่าย Believe Reccords ที่เขาทั้งคู่คือผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิงโต นำโชค หรือ Musketeer

และในวันหนึ่งที่รู้สึกว่าอยากจะทำอะไรเป็นของตัวเองบ้าง ทั้งสองจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ที่มอยเล่าให้เราฟังว่า

“มันเกิดจากความคิดที่ว่าเราอยากจะออกมาทำอะไรเป็นของตัวเองบ้าง แล้วถ้าอยากทำต้องรีบทำ เพราะถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ ผมกลัวจะแก่เกินไม่กล้า เลยตัดสินใจลาออกมาจากงานประจำเพื่อมาทำ What The Duck

ที่ตอนแรกเหมือนจะเป็นบริษัทดูแลศิลปินมากกว่าค่ายเพลง แต่มันก็พัฒนามาเรื่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็กำลังจะเดินทางเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว” -มอย

“จำได้ว่าตอนตัดสินใจเปิดค่าย หลายคนถามผมว่าเปิดทำไม เพราะตอนนั้นใครๆ ก็บอกว่าสถานการณ์ค่ายเพลงมันไม่ค่อยดี

แต่ด้วยความที่อยู่กับธุรกิจค่ายเพลงมาเกือบจะทั้งชีวิต ผมเลยรู้ว่าจริงๆ แล้วมันยังมีช่องว่างบางอย่างที่ทำให้เราเติบโตได้อยู่

ที่จะบอกก็คือผมไม่ได้ตัดสินใจออกมาทำด้วย Passion เท่านั้น เพราะ Passion เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ความฝันกลายเป็นจริงได้

แต่มันต้องมีความจริงมารองรับ แล้วเราก็เตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดี มีผมเป็นขาของ Artist Manager มีมอยที่เก่งในเรื่องของการตลาด แล้วก็อีกคนคือคุณออนที่เก่งเรื่องตัวเลขและการจัดการหลังบ้านมากๆ

ที่สำคัญคือทั้งมอยและคุณออนต่างก็เป็นนักการตลาดและนักบัญชีที่มีความรักดนตรีอยู่ในตัว มันก็เลยทำให้ทั้งสามขาเดินไปด้วยกันได้ ทำให้ Passion กลายเป็นจริงได้” -บอล

2019 ปีแห่งการปล่อยพลัง

ความสำเร็จของค่ายเพลงทางเลือกเล็กๆ แห่งนี้สะท้อนได้จากผลงานในปี 2019

เริ่มตั้งแต่กระแสของ THE TOYS ที่แรงข้ามปี จนทำให้เกิดคอนเสิร์ตใหญ่ที่ขายบัตร 5,000 ที่นั่งหมดภายในเวลาครึ่งชั่วโมง

(ภาพคอนเสิร์ต The Toys Loy on Marrs จาก What The Duck)

วง Whal & Dolph ที่หลายคนคิดว่าเป็นวงดนตรีเล็กๆ ก็มีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกที่ขายบัตรหมดภายในเวลา 5 นาที จนทำให้ต้องเปิดรอบสองที่ขายบัตรได้หมดเกลี้ยงในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

หรือกับการที่ศิลปินในค่ายอย่างกอล์ฟ F.HERO ได้ทำเพลงร่วมกับศิลปินที่โด่งดังไปทั่วเอเชีย ทั้งกับวง BABYMETAL และ BAMBAM GOT7 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะดึง 2 ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับนี้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานด้วยกันได้

โดยรวมแล้วในปีที่ผ่านมา What The Duck ปล่อยเพลงออกมาในตลาดมากถึง 44 เพลง ที่หากเอามาบวกลบคูณหารแล้วนั่นเท่ากับว่าใน 1 เดือน What The Duck ปล่อยเพลงออกมาราวๆ 3-4 เพลง หรือเรียกได้ว่าปล่อยเพลงใหม่ออกมาแทบจะทุกสัปดาห์

ถึงจะบอกว่าตัวเองเป็นค่ายเล็กๆ แต่พลังที่ปล่อยออกมาในปี 2019 นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย

โดยในแง่ของสัดส่วนรายได้ What The Duck มีรายได้มาจากการขายเพลงและโชว์ต่างๆ ราว 40% อีก 30% มาจากการที่แบรนด์จ้างศิลปินไปทำการตลาดในด้านต่างๆ

ส่วนที่เหลือเป็นรายได้ที่มาจากช่องทางออนไลน์ทั้งกับ Youtube, Joox, Spotify และการขาย merchandise ของศิลปิน

วิธีเลือกศิลปินในแบบฉบับของ What The Duck 

ใครจะไปคิดว่าศิลปินที่ใครต่อใครต่างบอกว่าพูดไม่รู้เรื่อง หรือร้องเพลงเร็วจนไม่มีใครร้องตามได้อย่าง THE TOYS วันหนึ่งจะกลายมาเป็นกระแส เป็นผู้นำเทรนด์ใส่เสื้อฮาวาย เป็นเจ้าของรางวัลศิลปินดีเด่นมากมาย

และเป็นเจ้าของคอนเสิร์ตใหญ่ที่ขายบัตร 5,000 ใบหมดเกลี้ยงภายในครึ่งชั่วโมงแบบที่เราได้เล่าไปในข้างต้น

ในฐานะ Artist Manager ผู้มีหน้าที่คัดเลือกศิลปินเข้ามาในค่าย เราจึงตั้งคำถามกลับไปหาบอล ว่าเขามีวิธีเลือกอย่างไร

สิ่งที่เขาตอบกลับเรามาก็คือ

“มันคือสัญชาตญาณที่บวกกับศาสตร์ของ Commercial Arts

โอเค ด่านแรกมันก็คือความชอบของผมนั่นแหละ แต่ไม่ว่าจะชอบยังไง สุดท้ายก็ต้องดูด้วยว่าความชอบของเรามันมีความสามารถในการเข้าตลาดไหม ดูว่าศิลปะนั้นสามารถเอาไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ไหม แล้วจะมีคนยอมจ่ายเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า

ดังนั้น พอผมไปเจอใครที่ชอบ ผมก็จะแชร์ไปให้คนในทีมดูว่าแบบนี้โอเคไหม ได้ไหม ถ้าได้ก็ไปกันต่อ แล้วผมก็จะพาเขาไปอยู่ในสปอตไลท์ พาของดีที่เขามีอยู่ไปให้คนรู้จักมากขึ้นเอง

ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าศิลปินส่วนใหญ่ในค่ายของเรามันดูเป็นเฉพาะกลุ่ม แต่ผมว่าด้วยโลกของดนตรีที่มันเปิดกว้างขึ้น มี segment ที่หลากหลายขึ้น ดังนั้นศิลปินที่เราเลือกมาก็มีฐานคนฟังของเขาอยู่เหมือนกัน

คนอื่นอาจจะปั้นศิลปินด้วยการเอาแผนธุรกิจมาครอบ วางไดเร็กชั่นไวเสร็จสรรพ ศิลปินต้องแต่งตัวยังไง ทำอะไรบ้าง เหลือแค่หาคนเสียงดีมาวางในแผนธุรกิจ นั่นเป็นการใช้ Marketing นำแบบที่ยังไงก็ปลอดภัย มั่นใจได้ว่าไม่ขาดทุนแน่ๆ

ซึ่งผมก็เคยอยู่ในค่ายที่ทำงานโดยใช้ Marketing นำแบบนี้ แต่สุดท้ายก็รู้สึกไม่แฮปปี้ โอเคมันถูกต้องและแข็งแรง แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ

พอในวันที่มีค่ายของตัวเองก็เลยอยากจะเอาความชอบเป็นตัวนำมากกว่า

อีกอย่างคือศิลปิน 90% ของเราทำเพลงกันเองได้ สามารถจบได้ด้วยตัวเขาเอง

อย่างพี่ชาติ-สุชาติ เรารู้จักเขาจาก The Voice แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจชวนเขามาอยู่ในค่ายเพราะมารู้ทีหลังว่าเขาทำเพลงเอง แต่งเพลงเอง กับ The TOYS หรือ PLASTIC PLASTIC ก็เหมือนกัน พวกเขาจบงานได้ที่ตัวเองทั้งหมด

ถามว่าทำไมถึงเลือกศิลปินที่ทำเพลงได้ด้วยตัวเอง เอาจริง ๆ คือไม่มีเหตุผลอะไรไปมากกว่าความชอบเลย

และในอีกมุมหนึ่ง เมื่อศิลปินจบงานด้วยตัวเองได้ ก็ทำให้เราลดต้นทุนในเรื่องของบุคลากรการทำเพลง ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง หรืออะไรต่างๆ ไปได้มากเหมือนกัน” -บอล

วิธีคิดก่อนตัดสินใจปล่อยศิลปินสู่ตลาด

มอยเล่าให้เราฟังต่อว่า หลังจากได้ศิลปินมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการที่ Marketing อย่างเขาต้องหาสปอตไลท์มาส่อง ให้ผู้คนได้รู้จักกับของดีที่ศิลปินมีอยู่ในตัว

“ความยากของการทำ Marketing ให้กับศิลปินคือมันไม่มีสูตรตายตัว เพราะศิลปินของเรามีความหลากหลาย มีเรื่องของ Emotional เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก

เราไม่สามารถบังคับศิลปินให้ทำตามอย่างที่เราบอกเป๊ะๆ ได้ อย่างถ้าเขาออกเพลงใหม่แล้วเราให้ไปออกรายการนี้เพื่อโปรโมตเพลง ซึ่งถ้าเป็นรายการที่เขารู้สึกว่าไม่ใช่ มันก็จะมีคำถามกลับมา ว่าทำไมผมต้องไปออกรายการนี้

แม้จะไม่มีสูตรตายตัว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีอยู่หลักการหนึ่งที่ค่ายเราใช้กันเวลาจะออกศิลปินหรือเพลงใหม่ นั่นก็คือการหา Key Message สัก 3-4 คำ

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็อย่างสิงโต นำโชค Key Message ของเขาคือ สบาย-ชิลล์ๆ-ไทย-ไพเราะ

พอเราได้ 3-4 คำนี้แล้วเนี่ย มันก็เหมือนเรามีแกนหลักให้คนทำงานทุกๆ ฝ่ายทำงานอยู่บนโจทย์เดียวกันได้

ดังนั้น เราจะไม่เห็นฝ่ายคอสตูมเอาสูทให้สิงโตใส่ หรือไม่เห็นฝั่งทำเพลงทำซาวด์ที่มันหนักหน่วงจนเกินไป ส่วนฝ่าย PR ก็จะได้เลือกสื่อถูกว่าจะโปรโมตสิงโตในช่องทางไหน

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญเลยคือศิลปินต้องเห็นด้วยกับ Key Message เหล่านี้ เพราะมันต้องเป็นสิ่งที่มาจากตัวเขา และต้องยอมรับว่า 3-4 คำเหล่านี้จะกลายเป็นภาพจำที่อยู่ติดตัวเขาไปอย่างน้อยปีสองปี”

บทบาทของค่ายเพลงในปัจจุบัน

เมื่อออนไลน์เข้ามาทำให้เกิดศิลปินร้อยล้านวิวไม่สังกัดค่ายขึ้นมากมาย

บวกกับเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ทำเพลงนั้นมีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีต

และอีกเหตุผลที่สำคัญก็คือศิลปินหน้าใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นคน Gen Z นั้นชอบอิสระมากกว่าการถูกบังคับให้อยู่ในกฎเกณฑ์ต่างๆ

เราจึงตั้งคำถามกลับไปว่า แล้วบทบาทของค่ายเพลงในยุคนี้คืออะไร? สิ่งที่มอยตอบกลับมาก็คือ

“เอาจริงๆ ผมว่าเดี๋ยวนี้บทบาทของค่ายเพลงลดลงกว่าในอดีตเยอะมาก แต่ถึงอย่างนั้นความจำเป็นของค่ายเพลงก็ยังคงมีอยู่

เพราะอย่าลืมว่าบางคนเขาเป็นศิลปินที่เกิดมาเพื่อเป็นศิลปินจริงๆ อาจจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเรื่องการตลาด หรือการทำผลงานให้เป็นที่รู้จักของผู้คน

ซึ่งตรงนี้แหละเป็นหน้าที่ของค่ายเพื่อให้ศิลปินมีเวลาโฟกัสกับงานของตัวเองแบบเต็มที่ แล้วผมว่าเราเป็นค่ายที่ให้อิสระกับศิลปินแบบมากๆ  เขาอยากทำอะไรก็ทำ อยากใส่อะไรก็ไปใส่ เพราะเราเชื่อว่าศิลปินคือคนที่รู้จักแฟนเพลงของตัวเองดีที่สุดว่าจะชอบหรือไม่ชอบอะไร

พอต่างคนต่างมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มันก็เลยทำให้ทั้งศิลปินและค่ายเติบโตไปพร้อมๆ กันได้”

2020 จะเป็นเป็ดที่เริ่มว่ายไปต่างประเทศมากขึ้น

เมื่อปี 2019 คือปีที่พวกเขาได้ปล่อยพลังกันอย่างเต็มที่

ในปี 2020 นี้ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะลดสปีด ลดปริมาณ และหันมาให้เวลากับงานแต่ละชิ้นมากขึ้น

“ปีนี้พวกเราอยากจะลดสปีดในการทำงานลงมาหน่อย เพราะอย่างที่เล่าไปในตอนต้นว่าปีที่แล้ว What The Duck ปล่อยเพลงมาทั้งหมด 44 เพลง ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่เยอะสำหรับค่ายเล็กๆ อย่างเรา

แล้วพอมานั่งดูในรายละเอียดผมว่าบางเพลงใน 44 เพลงที่เราปล่อยมานี้มันไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่อีกมาก

เพียงแต่เรามีเวลาเอาใจใส่กับมันไม่มากพอ ปีนี้ก็เลยคิดว่าจะลดปริมาณในการทำเพลงลง แล้วหันมาพิถีพิถันกับแต่ละเพลงมากกว่าเดิม

อีกด้านหนึ่งคือการโฟกัสไปตลาดต่างประเทศ จริงๆ ที่ผ่านมาเราก็มีการพาน้องๆ หลายวงไปชิมลางที่ต่างประเทศนะ แล้วพอผลตอบรับมันก็ค่อนข้างโอเค ก็เลยจะหันมารุกตลาดนี้มากขึ้น

ที่เห็นได้ชัดๆ เลยก็อย่างศิลปินของเราที่ชื่อว่าน้อง Valentina Ploy ซึ่งเราตั้งใจปั้นขึ้นมาเพื่อบุกตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ เพลงของน้องเขาจะเป็นเนื้อภาษาอังกฤษทั้งหมด เพราะถ้าจะเอาเพลงภาษาไทยไปยัดให้คนต่างชาติฟังมันก็คงจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากอยู่พอควร

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เพลงที่เราจะเอาไปบุกต่างประเทศจะจำกัดกับแค่เพลงที่มีเนื้อหาภาษาอังกฤษเท่านั้น

คือจะเป็นเพลงไทยก็ได้แต่ก็คงต้องมีเนื้อภาษาอังกฤษสอดแทรกเข้าไปหน่อยเพื่อให้คนเข้าใจและร้องตามได้บางท่อน

แล้วผมว่าตลาดตรงนี้มันมีโอกาสในการเติบโตได้จริงๆ เพราะตอนนี้ดนตรีทั่วโลกมันเชื่อมกันไปหมด มันไม่ใช่แค่ดนตรีฝั่งตะวันตกถูกถ่ายทอดมายังฝั่งตะวันออกเพียงอย่างเดียวเหมือนกับอดีตอีกต่อไปแล้ว

เพราะทุกวันนี้เราก็เห็นเพลงจากญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือเพื่อนบ้านรอบๆ เข้ามามากมาย แม้จะไม่เข้าใจในเนื้อหา แต่ผมว่าดนตรีมันคือภาษาสากลที่ทำให้คนอินได้ด้วยไม่ยาก” -มอย 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer