อโกด้า (Agoda) เผยข้อมูล สะท้อนภาพการฟื้นตัวของตลาดการท่องเที่ยวที่ไม่เท่ากัน ชี้ “คนไทยไปจีน” คือเทรนด์ที่พุ่งแรง แต่ “คนจีนมาไทย” กลับสวนทางและไทยเจอคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าเดิม
คนไทย “แห่เที่ยวจีน” จุดหมายมาแรง โตกว่า 84%
ข้อมูลการเดินทางขาออกของคนไทยเผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจว่า จีนกำลังผงาดขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางที่มาแรงที่สุดของนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยอัตราการเพิ่มขึ้นของยอดค้นหาที่พักสูงถึง +84% และขยับขึ้นมาสองอันดับจนติด Top 3 จุดหมายปลายทางขาออกของคนไทย แซงหน้าเกาหลีใต้และมาเลเซีย โดยเป็นรองเพียงแค่ญี่ปุ่นและเวียดนาม
ตลาด “ขาเข้าไทย” สวนทาง จีนมาน้อยลง แต่ยุโรป/อาเซียนกำลังพุ่งตัวแรง
แม้นักท่องเที่ยวจีนจะยังคงเป็นตลาดสำคัญที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุดเป็น อันดับ 2 รองจากมาเลเซีย แต่ตัวเลขการเติบโตของจีนกลับแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ
กลุ่มตลาดใหม่ที่กำลังมาแรง 3 อันดับ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (+78%), อิสราเอล (+76%), และอินโดนีเซีย (+43%)
แสดงให้เห็นว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจากตลาด Long-Haul และตลาดเพื่อนบ้านอาเซียนกำลังมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่น โดยกรุงเทพฯ, ภูเก็ต, และพัทยา ยังคงเป็นจุดหมายหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะเลือกไป แต่สำหรับตลาด Non-Asian เกาะสมุยและกระบี่ เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
นักท่องเที่ยวจีน “หายไปไหน” และ “เลือกอะไรแทน” ในปี 2025
นักท่องเที่ยวจีนยังคงเดินทางออกนอกประเทศอย่างมหาศาล โดยคาดการณ์ว่ามีกว่า 155 ล้านทริปในปี 2025 (ข้อมูลจาก Travel and Tour World) แต่จุดหมายปลายทางในเอเชียตะวันออกและคู่แข่งในอาเซียนกำลังได้รับความนิยมมากกว่าไทย
- ญี่ปุ่น ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในการเดินทางขาออกของจีน (Dragon Trail, China Trading Desk)
- เวียดนาม กลายเป็นประเทศที่มาแรงที่สุดในอาเซียนในด้านการท่องเที่ยว โดยมีรายงานว่า แซงหน้าไทย ขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นกว่า 44% ในปี 2025 (Bloomberg, JS100)
- สิงคโปร์ และ เกาหลีใต้ ยังคงติด Top 3-5 ของจุดหมายยอดนิยมอย่างต่อเนื่อง (Jing Daily, Agoda, Dragon Trail)
.
3 ปัจจัยที่ทำให้ “ไทย” ต้องเผชิญความท้าทายในตลาดนักท่องเที่ยวจีน
- ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย (Safety Concerns)
ประเด็นข่าวสารด้านความปลอดภัยและอาชญากรรมยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข่าวการลักพาตัวนักแสดงชาวจีนเมื่อช่วงต้นปี 2025 ทำให้ตอนนี้ไทยมีคะแนนความปลอดภัยในสายตาชาวจีนลดลง (Dragon Trail International, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
- การขาดความคุ้มค่า (Loss of Value-for-Money)
นักท่องเที่ยวจีนแสดงความเห็นว่า ราคาโรงแรม อาหาร และค่าโดยสารในไทยสูงขึ้น ทำให้ไทยเริ่มสูญเสียจุดแข็งด้านความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับคู่แข่ง (Bloomberg, JS100)
- ความต้องการ “ประสบการณ์” ที่แตกต่าง
นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่เน้นการเดินทางแบบ FIT (Free Independent Traveler) เน้นการ “ไปหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง” แทนการเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ เช่น ทริปผจญภัยในธรรมชาติ และเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหรือสุขภาพ (ITB China, China Trading Desk)
.
ไทยจะสู้คู่แข่งได้ต้อง “ยกระดับ” คุณค่า ไม่ใช่แค่ “รอ”
ภาพรวมตลาดปี 2025 ชี้ชัดว่า การท่องเที่ยวไทยไม่สามารถพึ่งพิงแค่มาตรการ Visa-Free ได้อีกต่อไป แต่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือการแข่งขันที่ดุเดือดและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ซับซ้อนขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรมุ่งเน้นไปที่ตลาดที่มีการเติบโตสูงอย่าง เนเธอร์แลนด์, อิสราเอล, และอินโดนีเซีย ให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับการให้บริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
โดยเน้นเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ เช่น ประสบการณ์แบบ Luxury Value และ Customized Tour เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและตอบโจทย์ความต้องการ “ประสบการณ์” ที่แตกต่างของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่
อ้างอิง: ข้อมูลการจองและค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์ม Agoda เทียบกับปี 2024, Bloomberg, JS100, Dragon Trail International, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ITB China, Jing Daily, Travel and Tour World
