ทำไม “ออโรร่า” ถึงกลายเป็น First Mover ของวงการร้านทองไทย? กล้าทำในสิ่งที่ร้านทองยุคเดียวกันไม่กล้าแม้แต่จะคิด

ในวันที่ร้านทองยังใช้ชื่อจีนเพื่อสื่อความเชื่อมั่น ออโรร่าเลือกใช้ชื่อฝรั่ง ขณะที่ร้านทองยัง “ต้องอยู่ในตรอกออกซอย” แต่ออโรร่าคือรายแรกที่พาทองขึ้นห้าง

ในช่วงที่คำว่า Data ยังคงใหม่มาก แต่ออโรร่าเปิดใช้เป็นระบบ CRM เต็มรูปแบบ 13 ปีแรกออโรร่าขยายได้ 2 สาขา แต่ 3 ปีหลังขยายปีละกว่า 100 สาขา จนปัจจุบันมีถึง 592 สาขาทั่วประเทศ  มากที่สุดในธุรกิจร้านทองไทย และยังเป็นร้านขายทองร้านเดียวในตลาดหลักทรัพย์ฯ

และนี่คือเรื่องราวที่สว่างจ้า จากรุ่นสู่รุ่น

ตามไปฟังเรื่องราวของแบรนด์ และวิธีคิดของ อนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดบริหาร คนรุ่นที่ 3 ของตระกูล ที่กำลังร่วมกันพาออโรร่าไปสู่อนาคต

อนิพัทย์ “กอล์ฟ” เติบโตขึ้นในร้านเล็ก ๆ ชื่อ “ซุ่ยเซ็งเฮง” ตรงปากซอยอุดมสุข 26 ที่นั่นไม่ใช่แค่ร้านทอง แต่คือบ้าน และคือที่ทำมาหากินของครอบครัว

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ค่อย ๆ หล่อหลอมเขามาตั้งแต่วันแรกของชีวิต

คำว่า “ซุ่ย” มาจากชื่ออากง ส่วน “เซ็งเฮง” หมายถึงความโชคดี ร่ำรวย ตามธรรมเนียมการตั้งชื่อร้านทองแบบจีนดั้งเดิม

อากง อพยพมาจากเมืองจีน  มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ย่านสะพานเหลือง ทำงานเป็นช่างทอง ทำทองส่งเยาวราช

ส่วนคุณพ่อ ประสิทธิ์ ศรีรุ่งธรรม เป็นลูกชายคนเดียวที่สืบต่อวิชาช่างทองจากอากงอย่างเต็มตัว

จุดเปลี่ยนสำคัญของครอบครัวช่างทอง

ในยุคนั้น ช่างทองทำงานแบบรับออเดอร์จาก “ร้านส่ง” เพียงอย่างเดียว โดยไม่เคยรู้เลยว่าลูกค้าปลายทางต้องการลายแบบไหน หากร้านขายไม่ได้ งานก็ถูกตีกลับมาเป็นสิบ ๆ เส้น

ช่างทองต้องกลับมาตัดลายใหม่ เพิ่มดีเทล ปรับน้ำหนัก แล้วนำไปขายซ้ำ วนอยู่อย่างนั้น

วันหนึ่งคุณพ่อก็เริ่มมองเห็นว่า… ถ้าเราเข้าใจลูกค้าว่าลายไหนขายดี ลายไหนตลาดต้องการ เราก็ไม่ต้องมานั่งแก้ลายซ้ำ ๆ อีกต่อไป

จุดนั้นเองกลายเป็นการเปลี่ยนมุมคิดครั้งใหญ่ว่า “ต้องเอาลูกค้าที่ซื้อจริงปลายทางเป็นตัวตั้ง” ไม่ใช่ฟังจากร้านส่งอย่างเดียว

“แม้คุณพ่อจะเรียนจบเพียง ป.4 แต่วิธีคิดของท่านกลับทันสมัยมากครับ เพราะนี่คือสิ่งที่นักการตลาดยุคใหม่เรียกว่า Customer-Centric”

ในปี 2516 ในวันที่ทองมีราคาเพียงบาทละ 400 บาท คุณพ่อจึงตัดสินใจมาเปิดร้านทองซุ่ยเซ็งเฮง ในย่านอุดมสุข เ

คุณพ่อมีคำพูดติดปากเสมอว่า

“ทุกอย่างของทองเนี่ย เกิดจาก ‘แผ่น’ กับ ‘เส้น’ เท่านั้น”

หมายความว่า ไม่ว่าจะถอด ทอ ขด พับ ดัด หรือขึ้นรูปแบบไหน—สุดท้ายแล้วงานทองทั้งหมดล้วนเริ่มจากวัสดุพื้นฐานแค่สองอย่างคือ “แผ่น” กับ “เส้น”

และอีกประโยคที่เขาชอบพูดคือ

“ทุกอย่างแก้ได้ ไม่มีคำว่าไม่ได้ ของมันตายอยู่กับที่ คนต่างหากที่ต้องคิด”

คือถ้ามันเริ่มจาก “แผ่นกับเส้น” ยังไงเราก็สามารถสร้างรูปทรงใหม่ ออกแบบลายใหม่ หรือทำเป็นสร้อยต่าง ๆ ได้เสมอ

ข้อจำกัดไม่ใช่ “ทอง” แต่คือ “ความคิด” ของคนทำต่างหาก

ช่วงนั้นจึงเกิดลายใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่น “ลายข้อปล้อง” ซึ่งเกิดจากการเอาแผ่นทองมาตัดและขึ้นเป็นปล้อง ๆ ทำให้สร้อยดูใหญ่ขึ้น ขึ้นไซซ์ได้ง่ายขึ้น

“เป็นเวลาเดียวกับที่ราคาทองเพิ่มจากบาทละ 1,600 เป็น 4,000 เมื่อทองแพง แต่คนยังอยากใส่สร้อยแบบโซ่สวย ๆ ช่างทองก็ต้องหาวิธีทำให้มัน “โปร่ง” ขึ้น ดูใหญ่ขึ้น แต่ใช้ทองน้อยลง”

เพราะวิธีคิด และมีสินค้าที่ต่างจากคนอื่นทำให้ร้านทอง ซุ่ยเซ็งเฮง เป็นที่รู้จักมากขึ้น

 สาขา 2 ที่เดิร์นเกินคาด

ในปี 2529 ร้านที่ 2 เปิดที่เดอะมอลล์ รามคำแหง 3 ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากร้านทองยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ร้าน “ตู้แดง” แบบดั้งเดิม แต่เป็นร้านโทนสีเทาทั้งร้าน ดูโมเดิร์นและทันสมัยมาก ถือว่าเก๋สุด ๆ ในยุคนั้น

“ที่สำคัญ คุณพ่อยังเปลี่ยนชื่อร้านเป็นภาษาอังกฤษ “AURORA” ออโรร่า และวางคอนเซ็ปต์ชัดเจน ซ้ายขายเพชร ขวาขายทอง กลายเป็นร้านแบบ “เพชร–ทอง” คู่กัน ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง น่าจะเป็นหนึ่งในร้านเพชร–ทองเจ้าแรก ๆ ของยุคนั้นเลยก็ได้ ”

เหตุผลที่ไม่ทำร้านทองตู้แดงแบบเดิม เขาเล่าแบบขำ ๆ ว่า

“คุณแอ๊ว–ศุภลักษณ์ อัมพุช เจ้าของเดอะมอลล์กรุ๊ป เขาไม่อยากให้ร้านทองตู้แดงเปิดในห้าง บอกเลยว่า ‘ถ้าเป็นทองทั่วไป แดง ๆ ชั้นไม่เอานะ’”

ส่วนชื่อ ออโรร่า มาจากเรื่องราวของ “แสงออโรรา” หรือแสงเหนือ ที่คุณพ่อเคยได้ยินและรู้สึกประทับใจ เขาบอกว่าเป็นแสงที่สวยมาก และกลายมาเป็นชื่อร้านในที่สุด

ก่อนที่จะเอาร้านทองเข้าห้าง คุณพ่อก็บินไปดูร้านขายทองที่ฮ่องกง ที่จีนทุกปี เหตุผลคือต้องการ “เข้าใจโลก” ไม่ใช่แค่เข้าใจคนไทย

“คนไทยเราเข้าใจอยู่แล้วว่าอยากได้อะไร แต่เราอยากเห็นว่าของในตลาดโลกเขา Adaptive ไปไกลแค่ไหน และเมืองไทยพร้อมจะรับอะไรบ้าง”

พอมีโอกาสไปดูตลาดต่างประเทศ ภาพก็ยิ่งชัดขึ้นว่า ร้านเพียงร้านเดียวสามารถขายได้ทั้งเพชร ทอง นาฬิกา และสินค้าแบบ Selective Product หลากหลายประเภทผสมกันอยู่

จากนั้นจึงค่อย ๆ หยิบแนวคิดเหล่านี้มาลองทำจริง จนเริ่มเห็นชัดว่า “เพชร” มีศักยภาพในการเติบโต ขณะที่ “ทอง” เองก็ต้องถูกคัดสรรให้สวยขึ้น ละเอียดขึ้น และประณีตกว่าร้านทองตู้แดงแบบเดิม

ออโรร่ายังเริ่มเพิ่มสินค้าใหม่ ๆ อย่างแหวนนามสกุล และงานสั่งทำพิเศษที่ออกแบบและผลิตขึ้นตามความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ

คุณพ่อยังสังเกตว่าฝรั่งเวลาเข้าห้างไม่ต่อราคาเลย ก็เลยคิดว่า คนที่เดินห้างก็น่าจะเหมือนกัน ดังนั้น จึงสามารถบวกมาร์จิ้นได้อีกนิด เพื่อให้คุ้มกับค่าเช่าห้างที่แพงกว่าตลาดทั่วไปอยู่แล้ว

ในเวลานั้นแทบไม่มีใครเชื่อในคำว่า “ห้างสรรพสินค้า” ว่าจะขายทองได้

เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยังคุ้นชินกับการไปซื้อทองในตลาดและร้านดั้งเดิมเป็นหลัก

“ไม่มีใครเขาซื้อทองในห้างกันหรอก ทุกคนก็คิดว่าป๊าบ้า ผมเองเจอคำนี้มาตลอดชีวิตเลย “ทำไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้””

ตอนนั้นทองแท่งยังไม่มีเลย จิวเวลรี่ขายดีมาก คนชอบพลอย ชอบเพชร เมื่อก่อนลูบี้–ซัปไฟร์–ทับทิมสยามดังมาก พ่อก็ขายทุกอย่าง ค่อย ๆ เรียนรู้ไปตามตลาด และเลือกทำกำไรเฉพาะบางสินค้า ไม่ได้ตั้งมาร์จิ้นเท่ากันทุกชิ้น

“ทุน–ทีม–ทำเล” มีครบ แต่ “ญาติ” หมด

จากปี 2516–2529 เรามีร้านทองอยู่แค่ 2 สาขา พอผ่านไปอีก 10 ปี  เพิ่มขึ้นมาอีก 4 สาขา รวมเป็น 6 สาขา เฉลี่ยแล้วเกือบ ๆ ทุก 2 ปีเปิดได้ 1 สาขา

ในช่วงนั้นคุณพ่อมีหลักคิด 3 อย่างในการขยายสาขา คือ ทุนต้องมี ทำเลต้องได้ และต้องมีทีมช่วยทำ

ทีมในยุคนั้นที่ไว้ใจได้ก็หนีไม่พ้นญาติพี่น้อง

แต่ประมาณปี 2538–2539 หลังจากที่ขยายไปแล้ว 5 สาขา ญาติสนิทที่มีและกระจายให้ไปช่วยดูแลสาขาต่าง ๆ ก็หมดลง

ในขณะที่ทำเลใหม่ ๆ ที่เป็นโมเดิร์นเทรด ทั้งคาร์ฟูร์ บิ๊กซี โลตัส เริ่มเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับพฤติกรรมการซื้อของของคนเริ่มเปลี่ยนไป จากเดินตลาด ไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตแทน

โอกาสของทำเลมา แต่ปัญหาคือ “ไม่มีเงิน” ญาติก็หมดแล้ว

โชคดีที่ก่อนหน้านั้น ระหว่างทำ 5 สาขาแรก ท่านค่อย ๆ วางรากฐานระบบทั้งหมด ตั้งแต่การลงบัญชีว่าควรบันทึกอะไร ตรงไหน อย่างไร ไปจนถึงการคิดระบบตรวจสอบและการเช็กงานในแต่ละขั้นตอน เพื่อเตรียมรองรับทีมใหม่ ๆ ทำให้ขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วน “ทุน” วิธีการก็คือเอาทองจาก “ร้านเดิม ๆ” นั่นแหละ เอามากระจาย แบ่งให้สาขาใหม่

สาขาใหม่ก็วางทองน้อยหน่อย เดี๋ยวขายได้ค่อยเติม ส่วนอุปกรณ์ในร้านอื่น ๆ เช่น ตู้ทอง ก็ใช้ “มือสอง” หมด

“คนอื่นใช้ไม้สักทำตู้กัน เราเอาตู้เก่าที่เป็นไม้โค้ง ๆ ของร้านทองแบบเดิม ๆ มาตัด ปรับ แต่งเอง จากนั้นก็ตัดสินใจเลิกใช้ตู้โค้ง หันมาใช้ตู้ทรงตรงแทน เพราะทำง่ายกว่า และต้นทุนถูกลงเกือบ 4 เท่า”

แม้จะเริ่มมีระบบรองรับการทำงานแล้ว แต่เมื่อจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น คุณพ่อก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ระหว่างทาง “โดนโกงไม่น้อย” ประโยคที่ท่านพูดติดปากเสมอคือ

“เหลือเท่าไหร่เป็นของกู” และใช้เวลาอีกหลายสิบปี เจอปัญหานับพันเคส เจอแล้วแก้ เพื่อค่อย ๆ ปิดรูรั่วทั้งหมด

ในช่วงที่คุณพ่อค่อย ๆ วางมือ เป็นจังหวะที่ออโรร่ามีสาขาเกือบ 150 แห่ง ลูก ๆ จึงเริ่มเข้ามารับไม้ต่อ และช่วยสานต่อธุรกิจอย่างจริงจัง เมื่อราว 12 ปีก่อน

บทเรียน BTS ที่ออโรร่าเปิดสาขาแล้วต้องปิดทั้งสาย

ออโรร่าเคยทดลองเปิดร้านทองบนรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว เกือบทุกสถานี ในช่วงปี 2542-2543 รวมแล้วกว่าสิบสถานีในช่วงเวลานั้น แต่ผลลัพธ์คือ “เจ๊งทุกสถานี” เพราะคนไทยเดินผ่าน ไม่แวะซื้อทอง

ต่างจากประเทศญี่ปุ่น ที่ร้านค้าในสถานีรถไฟฟ้ามีคนจำนวนมากแวะซื้อของก่อนขึ้นรถเป็นเรื่องปกติ

ใช้เวลา 2–3 ปี กว่าจะเข้าใจว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยไม่เหมือนกัน สุดท้ายจึงต้องยอมรับว่า “สนามนี้เราแพ้” และตัดสินใจถอยออกมา

บทเรียนครั้งนั้นทำให้รู้ว่า ไม่ใช่ตลาดที่ผิด แต่คือ “เราเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าผิด”

หลายครั้งที่ออโรร่า ก็ต้อง “ลอง – เจ๊ง – ถอย – แล้วค่อยขยายในที่ใหม่” ข้อดีคือ ทุนยังอยู่ “ทองยังเป็นทอง” ไม่มีวันเสียหายหรือหมดอายุ

รุ่นที่ 3 จุดเริ่มต้นของการพาร้านทองเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ช่วงเวลาที่คำว่า “ดิจิทัล” เริ่มเข้ามามีบทบาท เป็นช่วงที่เฮียบอล (อนิวรรต ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) เข้ามาช่วยงานเต็มตัวหลังเรียนจบปริญญาตรี ส่วนเฮียบาส (อนิรุทธิ์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจค้าปลีก) ก็รับหน้าที่อีกส่วนหนึ่ง คือ ลุยเปิดสาขาใหม่  ส่วนอนิพัทย์เริ่มเข้ามาช่วยทำทางด้าน branding และ graphic designer

บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของ “เฮียบอล” คือการ “ยกเครื่องระบบทั้งหมดให้เป็นดิจิทัล” เขานำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ เริ่มจากการจดบันทึกทุกอย่างลง Excel เริ่มทำตั้งแต่ระบบ CRM เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ลูกค้าคนไหนซื้อเยอะ ซื้อบ่อยแค่ไหน ซื้อสินค้าแบบไหน และค่อย ๆ “ถ่ายโอนทุกอย่างให้เป็น data” จริงจังเป็นครั้งแรก

ก่อนหน้านั้น ทุกสาขาทำงานด้วยกระดาษล้วน ๆ ยอดขายแต่ละวันต้องมานั่งเช็ก “น้ำหนักทอง” ให้ตรงกับจำนวนที่บันทึกในบิล ทุกอย่างเขียนมือ เช็กทีละแผ่น กว่าจะเสร็จหนึ่งรอบใช้เวลานานมาก

ออโรร่าใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าจะ transform ระบบต้นทุนให้เป็นดิจิทัลหมด เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2565

“พวกผมทำธุรกิจแบบ ‘ไม่มีเงิน’ มาตลอดครับ (หัวเราะ) เข้าตลาดก็เพื่อ หาเงินมาขยายสาขา”

ตอนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2565 ออโรร่ามี 279 สาขา ปี 2566 กระโดดเป็น406 สาขา ปี 2567 มี 488 สาขาปี 2568 ไตรมาส 3 มี 592 สาขาเท่ากับ 3 ปีหลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วปีละกว่า 100 สาขา หรือ 8 สาขาใน 1 เดือน

“3 เรื่องหลักที่ทำให้ลูกค้า ‘ติดแบรนด์’”

“เรามี 3 คำที่พูดมาตลอดคือ ร้านซ่อมให้ฟรีตลอดอายุการใช้งาน รับซื้อคืนสูงตลอดชีพ และทองเปอร์เซ็นต์สูง”

ถามว่าทำไมต้องพูดตลอด?

เพราะยุคแรกยังไม่มี “ใบรับประกัน” ทุกอย่างอาศัยความตั้งใจล้วน ๆ ลูกค้าเดินกลับมาซ่อม เราก็ช่วยดู ช่วยซ่อมให้เสมอ ทำแบบนี้มาตลอดหลายสิบปี

“สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้เองที่สร้างฐานของแบรนด์ ให้เรายืนหยัดมาได้กว่า 50 ปี และกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญ”

อีกเรื่องหนึ่ง คือสิ่งที่ป๊ากับม้าบอกผมมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า

“รู้ใช่ไหม วันที่ลูกค้าเอาทองมาขาย มันคือวันที่เขาแย่ที่สุด” เราควรไปทำกำไรจากเขา “เยอะ ๆ” ตอนนั้นไหม?

เรื่องคน ยากที่สุดในการทำธุรกิจขายทอง

“การพาธุรกิจแบบดั้งเดิมมาก ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่ธุรกิจสมัยใหม่ เป็นเรื่องยากสุด เพราะร้านทองเป็นอุตสาหกรรมที่ ‘โคตรโบราณ’ แต่เราบอกตัวเองว่าอยากเป็น ‘ซูเปอร์โมเดิร์น’ ต้อง ‘super change’ และในระหว่างทางก็ยังต้องเปิดสาขาเพิ่มไปด้วย”

เพราะฉะนั้น “ความยาก” ไม่ได้อยู่ที่เปิดสาขา เรามีประสบการณ์เรื่องนี้มานาน สิ่งที่ยากจริง ๆ คือ “เรื่องของคน” กับ “ระบบใหม่”

ลองนึกภาพคนที่อยู่กับเรา 30–40 ปี เขียนมือทุกวัน อยู่ ๆ บอกว่า “ไม่ต้องเขียนแล้ว ใช้คอมฯ” มันยากมาก ทีมเก่าแก้ยังไง ทีมใหม่สร้างยังไง

วันนี้ ทุนหาได้ ทำเลไม่ยาก แต่สิ่งยากที่สุดคือ “ทีม” และนี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมร้านทองแบรนด์ดังหลายเจ้าไม่สามารถขยายสาขาได้มากอย่างที่คิด เมื่อญาติหมด ทีมใหม่ที่ไว้ใจได้ไม่มี

ต้นทุนของการ “เปลี่ยนผ่านระบบคนและองค์กร” สูงเกินกว่าหลายเจ้าจะยอมรับ

ตัวเลขสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนเมื่ออนิพัทย์บอกว่า ร้านทองในประเทศไทยที่มีมากกว่า 100 สาขา มีเพียง 3 เจ้า ถัดลงมา กลุ่มที่มีเกิน 50 สาขา ก็มีอีกแค่ 2 เจ้าเท่านั้น

แต่ข้อดีของออโรร่าคือ “สาขาที่เยอะมาก” ทำให้สามารถยอมรับกำไรต่อ transaction ที่ไม่สูงได้ เมื่อรวมกันหลาย ๆรายก็จะเป็นรายได้ก้อนใหญ่ต่างจากรายอื่น

The Next ออโรร่า

ในอนาคต เรามองว่ายังขยายต่อได้อีกเยอะ ทั้งในแง่สาขาและสินค้าในหมวดโปรดักส์ เรายังมีโอกาสอีกมาก เราก็เริ่มทำ Omnichannel ตั้งแต่แรก ทั้งหน้าร้าน ออนไลน์ และเป็นรายแรก ๆ ที่เข้าไปขายบน Lazada ต่อยอดไป Shopee, LINE, TikTok ครบทุกแพลตฟอร์มตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

ส่วนการขยายสาขา  ร้านทองในประเทศไทยมีอยู่เป็นหลักหมื่นร้าน ทำเลดี ๆ ใจกลางเมือง หรือจุดเบอร์หนึ่ง–เบอร์สอง ส่วนใหญ่มีเจ้าถิ่นจับจองหมดแล้ว

ออโรร่าเลยไม่แข่งในจุดที่ “ดีที่สุด” แต่เลือกไปหาโอกาสใหม่ เช่น อำเภอเมืองลำดับที่ 2 หรือ 3 พื้นที่ที่ยังไม่มีแบรนด์ใหญ่ลงไปจริงจัง

“กลยุทธ์ของออโรร่าจึงไม่ใช่ “สู้ด้วยเงิน” ครับ แต่สู้ด้วยระบบและบริการ โดยโฟกัสคนเพียง 2 กลุ่มให้ทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด คือ พนักงาน (คนขาย) และลูกค้า (คนซื้อ คนขายทอง)”

“ขอลองเล่าให้ฟังก่อน” และ “ขอลองทำดูสักนิด”

คือสองประโยคที่ผมใช้คุยกับคุณพ่อตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจริง ๆ

อนิพัทย์เล่าว่า วันนี้คุณพ่ออายุ 71 ปีแล้ว ยังแข็งแรง และยังเป็นห่วงลูก ๆ เสมอ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง อาจจะไม่ง่าย  และไม่ใช่การเถียง แต่เริ่มจากการอธิบายให้เห็นภาพ

“ผมเอา Data ทั้งหมดที่เฮียบอลเก็บไว้ มาวางให้ชัดว่าถ้า ‘ไม่ทำ’ เราจะเสียอะไรและถ้า ‘ทำ’ เราจะได้อะไรกลับมา บางเรื่องอาจต้องลงทุนแค่สองแสนบาท แต่สิ่งที่ได้กลับมาอาจมีมูลค่าหลักล้านผมเลยเปรียบเทียบให้คุณพ่อเห็นว่าการลองทำแบบนี้ ยัง ‘คุ้มกว่า’ การส่งผมไปเรียนปีละล้าน แต่ไม่รู้แน่ว่าจะได้อะไรกลับคืนมาหรือเปล่า”

จากรุ่นสู่รุ่นจึงไปต่อได้เริ่มได้จากการสื่อสารด้วยเหตุผลและความเชื่อใจ

คำถามสุดท้ายของ Marketeer ที่ทุกคนน่าจะอยากรู้

“ วันนี้ยังซื้อทองเก็บได้ไหม?

อนิพัทย์หัวเราะ ย้อนถามกลับมาว่า

“จะถือนานแค่ไหน 3 เดือน 6 เดือน ผมตอบไม่ได้ว่าขึ้นหรือลง แต่ถ้าถามว่าอีก 10–20 ปี ราคาขึ้นไหม ผมตอบได้ว่าขึ้น แน่นอน ดีที่สุดคือ “ซื้อสะสมเรื่อย ๆ ถือให้นาน” ไม่ใช่ซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ถ้าถือนานได้ ไม่เครียด ผมว่าซื้อเถอะ แต่ถ้าซื้อแล้วลุ้นทุกวัน ก็จะทุกข์นะครับ”

ก่อนสรุปว่า “เรื่องของทองไม่มีใครทายได้เป๊ะหรอกครับ โลกผันผวนเกินไป” 🔴