ไตรมาสแรกปี 2020 ล่วงมาครึ่งทางแล้ว แต่ตัวเลขเมื่อปี 2019 ของบริษัทใหญ่ระดับโลก ในแต่ละธุรกิจ ยังทยอยปรากฏให้เห็นตามสื่อ ซึ่งมีทั้งขาขึ้นและขาลง สำหรับ HSBC เป็นอย่างหลัง เพราะปีที่แล้ว ทำกำไรก่อนหักภาษีลดลงมาอยู่ที่ 13,347 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 413,757 ล้านบาท) จนต้องปลดพนักงาน 35,000 คนทั่วโลก

พนักงานนับหมื่นคนที่จะตกงานในอีก 3 ปีจากนี้ตามแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ถือเป็นจำนวนมากสุดของธนาคารเก่าแก่สัญชาติอังกฤษแห่งนี้

 

ตัวเลขกำไรติดลบเพราะวิกฤต Brexit

หลังสหราชอาณาจักรเริ่มประกาศถอนตัวจากยุโรป (Brexit) ในปี 2016 ธุรกิจมากมายในยุโรปต่างได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยนต่างๆ

HSBC 7

หลังจากนั้นแม้รัฐบาลอังกฤษในฐานะแกนนำของสหราชอาณาจักรได้พยายามหาทางคลี่คลายปัญหา แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ จนส่งผลกระทบถึงตัวเลขกำไรในยุโรปของ HSBC ด้วย

ปี 2019 ผลประกอบการของ HSBC อยู่ที่ 56,098 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.73 ล้านล้านบาท) เพิ่มจาก 53,780 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.66 ล้านล้านบาท) ของปี 2018 แต่กำไรก่อนหักภาษีกลับติดลบอย่างแรง โดยอยู่ที่ 13,347 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 413,757 ล้านบาท)

 HSBC 4

ลดลง 33%จาก 19,890 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 616,590 ล้านบาท) ในปี 2018 ซึ่งทวีปที่กำไรร่วงมากสุดคือยุโรป ปี 2019 ลดลงจากปี 2018 ถึง 34.9%

การที่ปี 2019 HSBC ทำกำไรต่ำเกินคาดยังมาจากความตกต่ำของสาขาในทวีปอเมริกา และผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเงิน

หลังผู้บริโภคหันไปใช้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ผ่าน Mobile Device กันมากขึ้น รวมถึงเข้าไปตามสาขาของธนาคารน้อยลง และเศรษฐกิจโลกซบเซาอีกด้วย  

HSBC Layoff

HSBC เลือกใช้ ‘ยาแรง’ กับสถานการณ์นี้ ประกาศทยอยปลดพนักงานทั่วโลก 35,000 คนในอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็น 15% ของพนักงานทั้งหมด 235,000 คนที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยกลุ่มที่เข้าข่ายต้องหางานใหม่ ประกอบไปด้วย พนักงานในสำนักงานใหญ่ที่สหราชอาณาจักร สาขาในยุโรป 25% ที่ต้องปิดไป

และสาขาในสหรัฐฯ ราว 3 ใน 4 ที่จะถูกปิดเช่นกัน รวมไปถึงพนักงานในส่วนงานที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป หลังเทคโนโลยีทางการเงินและระบบอัตโนมัติสามารถทำแทนได้

ขณะเดียวกัน HSBC ยังเดินหน้าแก้ไขสถานการณ์ ผ่านการทยอยขายทรัพย์สินในอีก 3 ปีจากนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำเงินได้ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม จากนี้  HSBC จะให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียมากขึ้น เพราะปี 2019 เป็นทวีปที่ทำกำไรได้สูงสุด แม้ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนก็ตาม

ส่วนในปี 2020 ปัจจัยที่กระทบต่อธุรกิจของ HSBC มากสุด คือการระบาดของไวรัส Covid-19 โดยหากการระบาดยังต่อเนื่องไปถึงครึ่งหลังของปี มูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18,600 ล้านบาท)   

 

CEO รักษาการที่อาจได้เป็นตัวจริง

ท่ามกลางการปลดพนักงานครั้งใหญ่ของ HSBC คนที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ Noel Quinn–CEO รักษาการ ที่ขึ้นสู่ตำแหน่งเมื่อกลางปี 2018 หลังการปลด John Flint–CEO คนก่อน

Noel Quinn HSBC Noel Quinn

เพราะ Noel Quinn เป็นคนกล้าใช้ยาแรง ด้วยการปลดพนักงานนับหมื่นคน แม้ยังเป็นแค่ CEO รักษาการ

ต่างจาก John Flint–CEO ที่ถูกปลดไป หลังขัดคำสั่ง Mark Tucker ประธานบอร์ดบริหาร ในการเลิกจ้างพนักงานบางส่วน ตามแผนปรับโครงสร้างและลดต้นทุนก่อนหน้านี้

John Flint HSBCJohn Flint

สำหรับ Noel Quinn เข้ามาเป็นพนักงานของ HSBC ตั้งแต่ปลายยุค 80 หลังการซื้อกิจการธนาคาร Midland Bank แม้ภูมิหลังทางการศึกษาด้อยกว่าผู้บริหารชั้นนำส่วนใหญ่ของ HSBC ที่จบจากสถาบันชั้นนำของอังกฤษอย่างมหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge แต่ Noel Quinn ก็มีความรู้ความเข้าใจในงาน

และสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้าได้เสมอทั้งที่เป็นคนพูดน้อย นอกจากนี้ ยังเด็ดขาด กล้าตัดสินใจและพร้อมทำงานที่ได้รับมอบหมาย 

Mark Tucker HSBCMark Tucker

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงมีแนวโน้มว่า Noel Quinn วัย 57 ปี คงเข้าตา Mark Tucker จนอาจได้เป็น CEO ตัวจริงของ HSBC ในไม่ช้า/theguardian, bbc, hsbc, reuters, ft, nasdaq, branddirectory



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน