ทำไม ตราห่านคู่ จึงเป็นตำนาน

ตราหถ้าเอ่ยชื่อ เสื้อยืด ตราห่านคู่ เชื่อว่าญาติผู้ใหญ่ที่เกิดในยุค Baby Boomer คงรู้จักกันดีในฐานะเสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงชั้นในสีขาวที่สวมใส่มาตั้งแต่สมัยรุ่นๆ จากความนุ่มใส่สบาย ไม่ร้อน สามารถใส่เป็นเสื้อซับใน หรือใส่อยู่บ้าน ใส่จนเก่าก็มาทำผ้าขี้ริ้วได้อีกด้วย

ด้วยความที่มีมานานของเสื้อยืดตราห่านคู่ บางคนอาจมองว่า ตราห่านคู่เป็นแบรนด์ที่เชย และมีแค่คนรุ่นเก่าๆ สวมใส่กันเท่านั้น

เพราะในยุคสมัยใหม่นี้มีเสื้อยืดมากมายทั้งเสื้อที่ขายตามแหล่งแฟชั่น เสื้อดีไซน์ของแบรนด์ Fast Fashion และอื่นๆ ให้ คนรุ่นใหม่ ได้เลือกซื้อสวมใส่ ให้เข้ากับบุคลิกของตัวเอง

แต่เมื่อดูที่รายได้ในปี 2559 เสื้อตราห่านคู่ที่จดทะเบียนภายใต้ชื่อบริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด กลับมีรายได้มากถึง 594 ล้านบาท เติบโตจากปี 2558 มากกว่า 35%

 

 

การเติบโตที่น่าสนใจของตราห่านคู่มาจากการปรับกลยุทธ์การตลาดขยายไปยังคนรุ่นใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลักดังนี้

 

กลยุทธ์ Re-Branding

1.ปรับโลโก้แบรนด์ให้มีความทันสมัยขึ้น จากเดิมที่เป็นรูปห่านหันหน้าเข้าหากันในน้ำ ล้อมกรอบด้วยวงกลม

ปัจจุบันโลโก้ได้เปลี่ยนเป็นรูปห่านหันหน้าเข้าหากัน ใต้ตัวห่านเขียนคำว่า Sine 1953 สื่อถึงแบรนด์ที่มีมานาน และต่อท้ายด้วยภาษาอังกฤษว่า DOUBLE GOOSE เพื่อบ่งบอกว่าคือตราห่านคู่ตราห่านคู่

แต่โลโก้แบรนด์ที่เป็นโลโก้ใหม่ของตราห่านคู่ไม่ได้ปรับใช้กับสินค้าทั้งหมด โดยเสื้อยืด เสื้อกล้ามรุ่นคลาสสิกบางรุ่น และเสื้อยืดรุ่นบรรจุกล่องแพค 3 ตัว ซึ่งเป็นรุ่นที่คนรุ่นเก่านิยมยังคงใช้โลโก้เดิม เพื่อไม่ให้คนรุ่นเก่าเกิดความสับสนและคิดว่าเป็นโลโก้ใหม่ของตราห่านคู่เป็นแบรนด์สินค้าใหม่

2.ปรับสี และดีไซน์ของเสื้อ จากเดิมที่สีของเสื้อตราห่านคู่มีเพียงสีขาว และมีแบบให้เลือกคือ เสื้อยืดคอกลม เสื้อยืดคอกว้าง และกล้ามเท่านั้น

ปัจจุบันเสื้อยืดตราห่านคู่มี มากกว่า 12 สี เช่นสีเหลือง ส้ม ฟ้า น้ำเงิน กรมท่า เขียว น้ำตาล เทา ชมพู และอื่นๆ

มีการเพิ่มดีไซน์และเพิ่มขนาดเสื้อขนาดใหม่ๆ เข้ามา เช่นเสื้อยืดผ่าอกติดกระดุม เสื้อไร้ตะเข็บข้าง เสื้อไซส์คอวี เสื้อไซส์เล็กสำหรับผู้หญิง และเสื้อเด็ก เพื่อขยายตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆตราห่านคู่

3.พรีเซ็นด้วยคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้าง Brand Image จากแบรนด์ของผู้ใหญ่ให้เป็นคนรุ่นใหม่ ด้วยการนำเสื้อยืดตราห่านคู่ไปขึ้นปกนิตยสารต่างๆ เช่นนิตยสาร LIPS และเปรียว

รวมถึง Collaboration กับแบรนด์แฟชั่นของคนไทย เช่น TANDT ออกแบบเสื้อยืดห่านคู่โชว์ในงานแฟชั่นโชว์ Bangkok Fashion Society Spring/Summer 2017

และ Collaboration กับ วงดนตรี Musketeers จัดทำเสื้อยืดห่านคู่ X Musketeers จำหน่ายในงานคอนเสิร์ตของวงดนตรี Musketeer ในปีที่ผ่านมา

และมีการจ้างนายแบบ นางแบบมาถ่ายภาพสวมใส่เสื้อยืดตราห่านคู่ ในรูปแบบต่างๆ พรีเซ็นต์ในสื่อต่างๆ ของห่านคู่อีกด้วย

กลยุทธ์ขยายช่องทางจัดจำหน่าย

ในอดีตตราห่านคู่ใช้วิธีจำหน่ายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายเป็นช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียว เพื่อให้ตัวแทนจำหน่ายเป็นผู้กระจายสินค้าไปยังร้านขายส่ง ร้านขายเสื้อผ้าห้องแถว และแผงขายเสื้อผ้า ในกรุงเทพและต่างจังหวัด

ปัจจุบันตราห่านคู่ได้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดและห้างสรรพสินค้า และได้ขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มจากช่องทางเดิมไปสู่โมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า และช่องทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ DOUBLEGOOSE.com และฝากขายตาม eMarketPlace ต่างๆ เช่นลาซาด้า ช็อปปี้เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หาซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น และเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ไปในตัวตราห่านคู่

 

กลยุทธ์นวัตกรรม

นอกจากคุณภาพของเสื้อตราห่านคู่ที่นุ่ม ใส่สบาย ตราห่านคู่มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ Kool Cotton เสื้อที่มีความนุ่มและระบายอากาศได้ดีกว่าเสื้อในรุ่นทั่วไป ตราห่านคู่

 

กลยุทธ์โซเชียล

ตราห่านคู่ให้ความสำคัญกับการใช้สื่อโซเชียล เพื่อสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ โดยจัดทำเฟซบุ๊กเพจ Double Goose Thailand และอัพเดทคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับสินค้าและแฟชั่น พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกอยู่เสมอ

รวมถึงร่วมทำ CSR กับเพจแหม่มโพธิ์ดำ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Influencer อันดับต้นๆ ในเฟซบุ๊ก จัดกิจกรรมแจกเสื้อตราห่านคู่ไปยังตำรวจตะเวนชายแดน และผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นต้น ตราห่านคู่

ตราห่านคู่ อยู่คู่ตั้งแต่ยุคจอมพล ป.

ตราห่านคู่เป็นแบรนด์ที่อยู่กับคนไทยมายาวนานมากกว่า 60 ปี มีต้นกำเนิดจาก คุณตาเจือ ธนสารสมบัติ (ชื่อเดิม เจือ แซ่ฉั่ว)ตราห่านคู่

คุณตาเจือและเพื่อนทำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่าย สินค้าแบบตะวันตกที่นำสมัยในขณะนั้น เช่น กระติกน้ำ ตราอูฐ สบู่หอม ตราบัลเลย์ น้ำหอม แอนโนเน่ รวมถึงเสื้อยืด เสื้อกล้าม และ กางเกงในตราห่านคู่จากประเทศฮ่องกง มาจำหน่ายที่ประเทศไทย ในชื่อบริษัทเซ่งเชียงไถ่ ซึ่งในเวลานั้นธุรกิจค่อยข้างไปด้วยดี

จนมาในช่วงจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งการเปลี่ยนชื่อจากสยามประเทศ เป็นประเทศไทย รณรงค์ให้ผู้ชายไทยสวมเสื้อออกจากบ้าน และให้คนไทยใช้สินค้าที่เป็นของไทย ตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ

ในปี 2496 คุณตาเจือจึงอุปสรรค์ในธุรกิจสินค้านำเข้า และร่วมกับเพื่อนจัดตั้งโรงงานผลิตเสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงในสำเร็จรูปที่เน้นเรื่องคุณภาพ สวมใส่สบายขึ้นมาเองในประเทศไทย และใช้ชื่อว่า “ตราห่านคู่” ให้เหมือนกับแบรนด์ตราห่านคู่ที่นำเข้ามาจำหน่ายจากฮ่องกง เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ขายดีในประเทศไทย

 

อ่านคอนเทนต์การตลาด อ่าน MarketeerOnline.co