จีเอ็มเอ็ม มิวสิค โตสวนกระแส แหล่งรายได้หลักของ แกรมมี่ (วิเคราะห์)

ธุรกิจค่ายเพลง ที่เวลานี้ถูกดิสรัปจากเทคโนโลยีใหม่ๆ แถมยังมีศิลปินร้อยล้านวิวที่ไม่สังกัดค่ายเกิดขึ้นมากมาย ค่ายยักษ์ใหญ่ในวงการทั้ง “อาร์เอส-แกรมมี่” จึงต้องปรับตัว

อาร์เอสที่ทรานส์ฟอร์มชัดเจน “เพลง” ไม่ใช่ขุมทรัพย์รายได้อีกต่อไป แต่แทนที่ด้วยธุรกิจใหม่ “สุขภาพความงามและพาณิชย์” ที่เป็นรายได้หลักให้กับอาร์เอส

ขณะที่แกรมมี่ของอากู๋ “เพลง” ยังเป็นขุมทรัพย์และรายได้หลัก แต่ก็ยังมีอีกก๊อกสำรอง คือธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง ที่มีรายได้ตามมาเป็นอันดับ 2 ของเครือ

ปีที่ผ่านมาแกรมมี่มีรายได้รวมทั้งหมด 6,640 ล้านบาท กำไร 342 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการทำกำไรติดเป็นปีที่สอง หลังจากที่ปี 2561 กำไรเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

ธุรกิจโฮมช้อปปิ้งมีรายได้ 1,694 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 27% เหตุผลหลักมาจากจำนวนผู้เล่นในตลาดโฮมช้อปปิ้งมีเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการจับจ่ายมากขึ้น บวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

แต่ที่น่าจับตาคือ ธุรกิจเพลง อย่าง จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ที่เติบโตสวนกระแสมีรายได้เติบโต 7% อยู่ที่ 4,014 ล้านบาท มากที่สุดในรอบ 10 ปี และยังกำไร 472 ล้านบาท โต 13.2%

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง 3 คีย์หลักที่เป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นมาจาก

1. ธุรกิจ Digital Music เติบโตสูงถึง 31% มีรายได้สูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งแผนก มีรายได้ที่ 1,123 ล้านบาท

เพราะมีออนไลน์ มีความเป็นดิจิทัลเข้ามา ผู้คนหันไปฟังเพลงผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้น แกรมมี่เองก็เอาเพลงเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Joox, LINE TV, Spotify เป็นต้น ด้วย

2. ธุรกิจ Showbiz เติบโตขึ้น 36% มากที่สุดในกลุ่มธุรกิจเพลง โดยมีรายได้ 524 ล้านบาท

3. ธุรกิจการบริหารลิขสิทธิ์ เติบโตขึ้น 25% และมีรายได้ที่ 313 ล้านบาท สูงที่สุดตั้งแต่ได้ทำการบริหารจัดการ

ความท้าทายจากการดิสรัป การมีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นแบบไม่สังกัดค่าย หรือแม้กระทั่งมีค่ายเพลงขนาดเล็ก-กลางเกิดขึ้นใหม่มากมาย ซึ่งดูจะสวนทางกับยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่ที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จีเอ็มเอ็ม มิวสิคอาจจะไม่ได้โฟกัสกับการสร้างศิลปินหน้าใหม่ รวมทั้งแตกไลน์ธุรกิจใหม่มากนัก

แต่สิ่งที่ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ไม่ได้ทำในช่วงที่ผ่านมามีเหตุผล เพราะเมื่อภาวิตเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ในช่วง 3 ปีก่อน สิ่งที่เขาทำเป็นอันดับแรก หรือบันไดขั้นที่ 1 คือการพาธุรกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย

ซึ่งการจะทำให้ธุรกิจเติบโตก็ต้องทำให้ฐานของธุรกิจแข็งแรงเสียก่อน ทั้งปรับโครงสร้างองค์กร โฟกัสในสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด รวมทั้งการสร้างเสถียรภาพทางรายได้

แต่นับจากนี้ “จีเอ็มเอ็ม มิวสิค” กำลังเข้าสู่บันไดขั้นที่ 2 ที่จะเป็นขาพาแกรมมี่กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ผ่าน 7 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน (2020-2025)

1. New Content Strategy & New Artist Development
–  การสร้างศิลปินและแนวเพลงให้มีประสิทธิภาพทุกหมวดหมู่ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์

จีเอ็มเอ็ม มิวสิคจะหันกลับมาทำ Full Album อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเหตุผลที่ว่าศิลปินคนหนึ่งจะมีคอนเสิร์ตได้ มันต้องมีเพลงฮิตเยอะมาก แต่ปัจจุบันเพลงที่ฮิตอยู่ก็มักจะเป็นแค่ซิงเกิลเดียวเท่านั้น ซึ่งการออกแค่เพลงเพลงเดียว มันทำให้มองเห็นดีเอ็นเอของศิลปินไม่ชัดเจน

การทำ Full Album นี้จะเป็นการออกเพลงใหม่ และไม่ใช่ศิลปินเฉพาะในจีเอ็มเอ็ม มิวสิค แต่จะเป็นกับศิลปินทุกค่ายทั้งตลาดด้วย

ที่จะได้เห็นอัลบั้มเต็มแน่ๆ คือ วงเคลียร์, เป๊ก ผลิตโชค

นอกจากนี้ยังจะทำเพลงประกอบละคร ประกอบภาพยนตร์ อย่างที่เห็นก่อนหน้านี้คือทำเพลงกับช่อง 7

– สร้างศิลปินใหม่ ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เพื่อ Recruit Develop และออก Album ให้กับศิลปินรุ่นใหม่ โดยหวังให้มีศิลปินใหม่เพิ่มอีก 300 คน

ปัจจุบันจีเอ็มเอ็ม มิวสิค มีศิลปินกว่า 300 คน

2. Showbiz Expansion

ที่ปีนี้ตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10% จะได้เห็นราวๆ 40 งาน จากปีที่ผ่านมามี 30 งาน ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดในครึ่งปีหลัง

5 Festival ใหญ่

4 solo concert

3 theme concert

และคอนเสิร์ตเล็กๆ ราว 24 งาน

จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ขยายธุรกิจ Showbiz แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบคือ

– Music Festival ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ยุทธศาสตร์ ทุกภาค ทั่วประเทศ
– Solo Concert ครอบคลุมทั้งศิลปินปัจจุบันที่มีความพร้อม ศิลปินหน้าใหม่ที่ต้องการโอกาสและศิลปินกลุ่มโทรที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น
– Theme Concert ด้วยการร่วมมือกับ Creator ใหม่ๆ ที่มาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และการเป็น Promoter ในการจัด International Showbiz ในประเทศไทย

สัดส่วนรายได้ของ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ปี 2562 ประกอบด้วย

ธุรกิจ Sponsorship & Artist Management มีรายได้ 1,408 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของธุรกิจ

ต่อมาธุรกิจ Digital Music มีรายได้ 1,123 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 28% ของธุรกิจ

ธุรกิจ Showbiz มีรายได้ 524 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13% ของธุรกิจ

ส่วนธุรกิจ การบริหารลิขสิทธิ์ มีรายได้ 313 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8% ของธุรกิจ

ธุรกิจ Trading มีรายได้ 301 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7% ของธุรกิจ

และธุรกิจ อื่นๆ มีรายได้ 345 ล้านบาท คิดเป็นส่ดส่วน 9% ของธุรกิจ

3. Artist Product

การสร้างสินค้าศิลปินนั้นไม่ใช่ Merchandising แต่เป็นสินค้าผลิตภัณฑ์ของศิลปินที่ศิลปินเป็นเจ้าของจริงๆ ได้รับกำไรขาดทุนจริงๆ โดยที่มีจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นผู้ลงทุน

ปีที่ผ่านออกสินค้าเป็น น้ำหอม by เป๊ก ผลิตโชค ซึ่งได้ผลตอบรับดี ปีนี้จะต่อยอดออกสินค้าใหม่อีก 4SKUs ซึ่งจะมีทั้งกับศิลปินเดิม และศิลปินคนใหม่

คาดว่าการเติบโตของธุรกิจประเภทนี้จะสามารถทำตัวเลขได้ถึงหลักร้อยล้านได้ภายใน 2 ปี

4. Industry Aggregation

รวบรวมพันธมิตรในวงการเพลงเพื่อสร้างประโยชน์ทางรายได้จากทุกช่องทางการค้าร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่องทาง Digital Platform, Karaoke Platform หรือการสร้างโปรเจกต์ร่วมกัน

ปัจจุบันจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ร่วม Aggregate กับค่ายเพลงต่างๆ เกือบทุกค่ายแล้วเพียงแต่จะอยู่ในธุรกิจของการทำ MP3 เพียงเท่านั้น

5. Media Partnership

ร่วมมือกับสื่อชั้นนำทั่วประเทศแบบครบวงจร รวมถึง Platform รายใหญ่เพื่อการขยายฐานการเข้าถึงและการรับรู้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สื่อทีวี, สื่อวิทยุ, สื่อ Outdoor และสื่อโรงภาพยนตร์

6. M&A

การเข้าซื้อกิจการที่สามารถสร้างโอกาสในการเกิด Leap Growth เพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดทางธุรกิจ

7. Data Creativity

จะใช้เรื่องของ Data Prediction ถูกนำมาใช้ในการคำนวณโอกาสของการสร้างเพลงฮิต การสร้าง Concert ที่น่าจะ Sold out หรือการสร้างยอดขายของ Merchandising

รวมถึงเรื่องพฤติกรรมของแฟนคลับที่ชื่นชอบศิลปินมากกว่า 1 คน หรือ Brand สินค้าและ Media ที่แฟนคลับศิลปินชื่นชอบ จึงทำให้เกิดประโยชน์และก่อให้เกิดการซื้อขายทั้งระบบการค้า

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน