คุณสมบัติของผู้นำ ปี 2020 ต้องรู้ เพราะการแข่งขันของธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แนวโน้มวิกฤตมีมากขึ้น และเริ่มใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ละองค์กรต้องถามตัวเองว่ามีความพร้อมรับมือมากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะภายใต้สภาวะความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น (Volatility, Uncertainty, Complexities, Ambiguity Plus หรือเรียกว่า VUCA+)

ทำให้บริษัทชั้นนำต่างๆ ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทเหล่านี้ จึงควรต้องมีแนวทางในการรับมือกับปัจจัยท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประเทศไทยเองก็เผชิญกับสภาวะ VUCA+ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุปัจจัยเสี่ยง ซึ่งรวมถึงการระบาดของไวรัสโคโรนาที่จะฉุดรายได้ภาคการท่องเที่ยว เสถียรภาพทางการเมือง ที่ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณประเทศล่าช้า ตลอดจนภัยแล้งที่จะกระทบต่อภาคเกษตรโดยตรง

จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าความท้าทายมีรอบด้านและยังไม่ชัดเจนว่าปัญหาจะอยู่ต่อไปอีกนานแค่ไหน และมีผลกระทบมากน้อยเพียงใด การเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงไม่เพียงส่งผลกระทบในระยะสั้นแต่เป็นสภาวะที่จะอยู่กับเราอย่างต่อเนื่อง

และเสาหลักขององค์กรคือ ผู้นำ หรือ ซีอีโอ ที่ในเวลานี้นอกจากจะต้องเจอปัญหาในการบริหารองค์กรแล้ว ยังมีปัจจัยท้าทายอื่นๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี และการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานต่างเจเนอเรชั่น

ล่าสุดดีลอยท์ ประเทศไทย เปิดผลวิจัยระบุว่า แนวทางการปรับตัวให้ทัน VUCA+ องค์ประกอบสำคัญคือ “การมีภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง” โดยซีอีโอขององค์กรขนาดใหญ่จะสามารถสร้างความก้าวหน้าในสภาวะนี้ได้ หากมีทักษะในการปรับตัวเป็นอาวุธ ซึ่ง คุณสมบัติของผู้นำ ในยุคนี้ควรมีดังต่อไปนี้

  • หาจุดสมดุลร่วมกันระหว่างสองขั้วตรงกันข้าม (Ambidexterity)      

คือการสร้างความสมดุลระหว่าง 2 เป้าหมายที่อาจดูสวนทางกันคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Exploitation) ควบคู่กับการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง (Exploration) เพื่อสนับสนุนให้องค์กรมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นผ่านการเสริมศักยภาพในการสร้างผลตอบแทน

พร้อมกับเปิดโอกาสให้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยการเปิดรับความเสี่ยงของการลงทุนในสิ่งใหม่ๆ ที่อาจนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมขององค์กร และการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน

  • ฝึกฝนความแข็งแกร่งทางอารมณ์ (Emotional Fortitude)

ความสามารถในการแปลงความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลัน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างผลงาน นอกจากนี้ ยังต้องเข้าใจว่าความล้มเหลวในบางสถานการณ์อาจหลีกเลี่ยงได้ยาก

ซีอีโอจะต้องสื่อสารให้องค์กรเข้าใจและคุ้นชินกับการเผชิญกับความเสี่ยง โดยควรส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมองค์กรที่ยอมรับและเรียนรู้จากความล้มเหลว

  • ไม่ยึดติด ไม่หยุดนิ่ง พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา (Beginner’s Mind-set)

ซีอีโอที่มี “Beginner’s Mind” จะถามคำถามจำนวนมาก ฟังอย่างตั้งใจ และตรึกตรองสิ่งที่ได้รับฟังโดยไม่มีอคติ การมีความคิดในลักษณะดังกล่าวจึงอาจทำได้ยากและขัดแย้งกับธรรมชาติของซีอีโอ

เพราะโดยทั่วไปแล้วผู้นำมักจะมีพฤติกรรมที่สะท้อนแนวคิดว่า รู้ทุกอย่าง (Know it All) เพราะคนทั่วไปมักคาดหวังให้ซีอีโอรู้ทุกอย่าง นอกจากนี้ ซีอีโอยังมีความมั่นใจที่ได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

ผู้บริหารจะไม่สามารถใช้เทรนด์เดิมในการพยากรณ์ภาพในอนาคตได้อีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม ความสำเร็จอาจขึ้นอยู่กับการที่องค์กรสามารถรู้ในสิ่งที่ไม่รู้

ซีอีโอที่มีความแข็งแกร่งทางอารมณ์จะตื่นตัวที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และมีความตระหนักว่าตนยังต้องค้นคว้าอย่างไม่มีสิ้นสุด

  • สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยจูจิทซู  (Disruptive Jujitsu)

Disruptive Jujitsu คือ การเรียนรู้จากการแข่งขันเพื่อจุดประกายการเปลี่ยนแปลงในโมเดลธุรกิจองค์กรที่จะทำให้องค์กรขึ้นนำหน้าคู่แข่งได้

โดยผู้บริหารจะต้องสามารถเล็งเห็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังคุกคาม จำแนกองค์ประกอบของความเสี่ยง แล้วจึงหาทางดึงองค์ประกอบดังกล่าวมาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

  • ตอบสนองประสบการณ์ของผู้ใช้ได้อย่างครบถ้วน (End-user Ethnographer)

ในช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงสำคัญที่ซีอีโอจะต้องเข้าถึงประสบการณ์ของผู้บริโภคและสร้างความไว้วางใจสูงสุด โดยการเข้าใจการใช้ชีวิตประจำวันผู้บริโภคแม้กระทั่งนิสัยเฉพาะ ความใฝ่ฝัน ตลอดจนความกังวลจิตใต้สำนึก เพื่อให้มีมุมมองที่ลึกซึ้งที่สุด

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer