คู่มือสู้ “แดด” เล่นน้ำสงกรานต์

เดือนเมษายนเป็นเดือนที่แดดแรงร้อนจัด แต่ตรงกับเทศกาลที่มีกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น สงกรานต์และปิดเทอม หลายคนมีโปรแกรมท่องเที่ยว แต่ภาวะอากาศอย่างนี้ เรามี วิธีสู้แดด เพื่อป้องกันปัญหาที่ตามมาจากการตากแดดจัดเป็นเวลานานแล้วหรือยัง

เพราะแสงแดดนอกจากเป็นสาเหตุของความหมองคล้ำ กระแดด รอยดำ ฝ้าตื้น ฝ้าลึกแล้ว ยังเป็นสาเหตุของปัญหาผิวแก่ก่อนวัย และการโดนแดดจัดจนผิวแดงไหม้ลอกซ้ำๆ ยังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

ดวงอาทิตย์นอกจากแสงสว่างที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า ยังมีรังสีที่เรามองไม่เห็นแต่มีอิทธิพลโดยตรงกับผิวเรา แยกชนิดตามความยาวคลื่น ได้แก่ รังสีอินฟราเรด ซึ่งให้ความอบอุ่นกับโลก และรังสีอัลตราไวโอเล็ต หรือเรียกสั้นๆ ว่ารังสียูวี โดยรังสียูวีแยกย่อย ได้แก่

  • UVA ลงได้ลึกในเซลล์ผิวชั้นหนังแท้ เป็นสาเหตุของความหมองคล้ำและความแก่ของเซลล์
  • UVB มีผลโดยตรงกับชั้นผิวหนังด้านบนซึ่งทำให้เกิดผิวแดงแสบ ผิวไหม้ถ้าสัมผัสเป็นเวลานาน ผิวหมองคล้ำและมะเร็งผิวหนัง
  • UVC ซึ่งมีพลานุภาพทำร้ายเซลล์ผิวหนังสูงสุด แต่ถูกกรองโดยชั้นบรรยากาศจึงผ่านมาถึงผิวโลกในปริมาณน้อยมาก ผิวคนเรามีคุณสมบัติในการทนต่อแสงแดดไม่เท่ากัน คนผิวเข้มมักทนทานต่อการแดงหรือไหม้มากกว่าคนผิวขาว แต่จะมีลักษณะตอบสนองเป็นการเข้มขึ้นของสีผิวแทน

การป้องกันแสงแดดที่ดีที่สุด คือ การเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจ้าโดยตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างเวลา 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ซึ่งมีรังสียูวีสูง (สูงสุดช่วงเที่ยงถึงบ่ายโมง) แต่หากเลี่ยงไม่ได้การหลบแดดใต้ต้นไม้ใหญ่ การถือร่มบังแดด การใส่เสื้อผ้าแขนยาวกางเกงขายาว การใส่แว่นกันแดดชนิดกรองรังสียูวี รวมถึงการเลือกใช้ครีมกันแดดก็เป็นทางเลือกเพื่อปกป้องผิวหนังเราจากปัญหาผิวดังกล่าว

การเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสม อย่างแรกควรพิจารณาค่าการกันแดด โดยมีค่ามาตรฐานของครีมกันแดดที่ใช้กันคือ spf เป็นตัวเลขแสดงค่าเป็นจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวทนทานต่อการแดงจากรังสี UVB สำหรับคนผิวขาวมากอาจทนต่อแดดได้เพียง 5 นาทีก่อนจะเริ่มแดงเมื่อทาครีมกันแดด spf15 ในปริมาณเหมาะสม (2 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร) จะสามารถทนทานต่อการแดงจากรังสี UVB ได้นาน 15 เท่าของผิวธรรมชาติของคนนั้น คือ 15×5=75 นาทีนั่นเอง การทากันแดด สำหรับในชีวิตประจำวันแนะนำให้ใช้ ครีมกันแดดที่มี spf15 หรือมากกว่า และเพิ่มเป็น spf30 สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ค่า spf บ่งบอกถึงค่าการปกป้องจาก UVB เท่านั้น ส่วน รังสีUVA ซึ่งเป็นสาเหตุความคล้ำและเสื่อมของเซลล์อันเป็นสาเหตุของความแก่เหี่ยวย่น มีการใช้ค่า PA+, PA++, PA+++ แสดงถึงการปกป้องจากการหมองคล้ำของผิว หากอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานแนะนำเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่าPA++ ขึ้นไป

ครีมกันแดดที่ดีควรมีคุณสมบัติในการป้องกันทั้ง UVA และ UVB เรียกว่า “broad spectrum” และเพื่อให้ได้ค่าการกันแดดตามที่ระบุจะต้องทากันแดดในปริมาณ 2 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร หรือประมาณอย่างง่ายคืออย่างน้อย 1 ช้อนชาต่อพื้นที่ทั่วใบหน้า หรือ 1 แก้วช็อตสำหรับทาทั้งตัว

ในชีวิตประจำวันหมอสังเกตว่าคนส่วนใหญ่จะใช้กันแดดน้อยกว่าปริมาณที่แนะนำ โดยหากใช้สารกันแดดเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำ จาก2 มิลลิกรัมเหลือเพียง 1 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร คุณสมบัติในการกันแดดจะลดลงเหลือเพียง 1/3 ของที่ควรจะเป็นเท่านั้น สำหรับบางคนที่รู้สึกเหนอะหนะง่ายเมื่อใช้ครีมกันแดดเนื้อครีมหรือโลชั่น อาจลองพิจารณากันแดดชนิดที่เป็นเนื้อเจล เนื้อเหลว หรือแบบสเปรย์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการกันแดดที่ดีเช่นกัน ทั้งนี้อาจระวังเพิ่มในเรื่องการระคายเคืองและควรทาให้ทั่วสม่ำเสมอ หรืออาจใช้เทคนิกการทาแล้วปล่อยแห้งจึงทาทับจนได้ปริมาณที่ต้องการก็ได้

ครีมกันแดดทุกชนิดค่าการแดดลดลงเมื่อเหงื่อออกหรือโดนน้ำ ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกาให้ระบุครีมกันแดดที่ยังคงคุณสมบัติกันน้ำหลังจากแช่ในน้ำผ่านไป 40 นาที ว่าเป็น water resistant และเกิน 80 นาทีเรียกว่า very water resistant ทั้งนี้สารกันแดดใช้เวลาในการเกาะตัวเป็นฟิล์มกันน้ำบนผิวหลังจากทาแล้วอย่างน้อย 30 นาที และควรทาซ้ำทุกสองชั่วโมงเนื่องจากคุณสมบัติการกันแดดจะค่อยๆ ลดลงหลังจากทา

การเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่
ควรมีคุณสมบัติในการกันแดดแตกต่างกันโดยพบว่าผ้าที่เนื้อทอแน่นหนาสีเข้มมีคุณสมบัติในการกันแดดดีกว่าผ้าทอหลวมหรือผ้ายืด สีอ่อน เมื่อผ้าเปียกมักมีคุณสมบัติการกันแดดลดลง ผ้าบางชนิดมีการออกแบบให้กันแดดมากขึ้นโดยการเคลือบสารที่สะท้อนหรือดูดซับรังสีUV โดยผ้าที่ออกแบบและมีการทดสอบว่ากันแดดได้มีค่าการปกป้องเรียกว่า UPF (UV protection factor) โดย UPF 15-24 คือกันได้ดี 25-39 คือกันได้ดีมาก และ 40-50 คือกันได้ยอดเยี่ยม

นอกจากนี้แสงแดดจะทำร้ายผิวหนังแล้วก็มีส่วนทำร้ายเส้นผมและหนังศีรษะอย่างมาก สามารถทำลายเส้นผมลึกถึงแกนผมและรากผม ทำให้สีผมเปลี่ยนแปลง เส้นผมแห้งหยาบผิวขรุขระ ไม่เงางาม อ่อนแอและขาดหลุดร่วงง่าย หากโดนแดดแรงเป็นเวลานานจนหนังศีรษะแสบร้อนไหม้อาจทำให้ผมร่วงได้ การป้องกันเส้นผมและหนังศีรษะจากแสงแดดและความร้อนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับผิวหน้าและผิวกาย โดยการเลี่ยงแดดแรงและใส่หมวกหรือกางร่วง ช่วงที่ผมเปียกเป็นช่วงที่ผมอ่อนแอมากเป็นพิเศษ จึงควรระวังการหวีผมแรงๆหรือบ่อยเกินไป

 

สรุปง่ายๆ สำหรับ วิธีสู้แดด ช่วงสงกรานต์

  1. มองหาครีมกันแดดที่มีคำว่า broad spectrum
  2. ถ้าว่ายน้ำหรือเหงื่อออก มองหาคำว่า water resistant
  3. ทาก่อนออกแดดหรือลงน้ำอย่างน้อย 30 นาที
  4. ใช้ปริมาณอย่างน้อย 1 ช้อนชาต่อการทาทั่วใบหน้า หรือ 1 แก้วช็อตสำหรับทาตัว
  5. ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
  6. เลี่ยงแดดช่วงแดดแรง ใส่หมวกกางร่ม สวมใส่เสื้อผ้ากันแดด

 

ขอบคุณขอมูลจาก ดร.พญ.พลินี รัตนศิริวิไล แพทย์ผิวหนัง-ความงาม ผู้เชี่ยวชาญโรคเส้นผมและหนังศรีษะ เวชศาสตร์ชะลอวัย ประจำศูนย์ผิวหนัง เส้นผม ศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลพญาไท1

ดร.พญ.พลินี รัตนศิริวิไล แพทย์ผิวหนัง-ความงาม ผู้เชี่ยวชาญโรคเส้นผมและหนังศรีษะ เวชศาสตร์ชะลอวัย ประจำศูนย์ผิวหนัง เส้นผม
ศัลยกรรมตกแต่ง รพ.พญาไท 1

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer