สูตรปั้น “THE ESSE SUKHUMVIT 36” คอนโด 6.5 พันล้าน บนทำเลทองผืนสุดท้าย ซ.สุขุมวิท 36

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท เปิดตัว 2 โครงการใหม่ในส่วนของ “ลักชัวรี คอนโด” ได้แก่ THE ESSE Asoke และ THE ESSE at SINGHA COMPLEX ได้รับผลตอบรับอย่างดี ทำยอดขายทะลุเป้าด้วยยอดจองรวมทั้ง 2 โครงการอยู่ที่ 85% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท

ไม่แปลก… หากจะพูดว่าปีนี้ สิงห์ เอสเตท” และ โครงการ THE ESSE ทั้ง 2 โครงการถูกปั้นมาอย่าง “สิงห์” โดยเเท้จริง ไล่มาตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์ของโครงการที่มีความโดดเด่น การคัดสรรโลเคชั่นที่ล้วนแต่เป็น Prime Location ยึดโซน CBD และแนวรถไฟฟ้าชั้นในเป็นหลัก

ความสำเร็จจากทั้ง 2 โครงการก่อนหน้าของ สิงห์ เอสเตท สามารถสะท้อนภาพรวมตลาดคอนโดในตลาดลักชัวรี ที่ยังมีดีมานด์ที่ดีจากทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ และในด้านของการปรับตัวในเรื่องราคา หากมองย้อนสถิติ 5 ปี ตลาดลักชัวรีคอนโดมีการปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 10-13% ซึ่งเอฟเฟคใหญ่ที่ส่งผลกระทบนั้นมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาที่ดิน รวมถึงจำนวนของที่ดินที่เป็น “ทำเลทอง” โดยเฉพาะโซนรถไฟฟ้าชั้นใน เเละเส้นสุขุมวิท โซนที่มีศักยภาพในการสร้างที่อยู่อาศัยนั้นเหลือน้อยเต็มทน

นอกจากนั้น… ผลวิจัยที่จากทาง CBRE ยังระบุอีกว่า คอนโดระดับ 10-20 ล้าน บริเวณรอบสุขุมวิทชั้นในค่อนข้างเหลือน้อย…. อีกอย่างที่สำคัญคือรายละเอียดของโครงการว่ามีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ยิ่งถ้าเป็นการซื้อเพื่อปล่อยเช่ายิ่งต้องดูว่าโปรดักส์ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของกลุ่มที่เรามองไว้เป็นกลุ่มเป้าหมายหรือไม่

บทความนี้ Marketeer Online จึงจะขอพาทุกท่านมารู้จักกับ THE ESSE SUKHUMVIT 36 โครงการลำดับที่ 3 ในตระกูล “THE ESSE by SINGHA ESTATE” หนึ่งในโครงการที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เเละเป็นโครงการที่ขึ้นชื่อว่าตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดในย่านสุขุมวิท 36 อีกด้วย!

THE ESSE SUKHUMVIT 36
ตกผลึกจนเกิดเป็น “สมดุลแห่งความต่าง”

“20 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ” คือหนึ่งในแมสเสจที่ใช้โปรโมตโครงการ THE ESSE SUKHUMVIT 36 โครงการลำดับที่ 3 ในตระกูล THE ESSE จาก สิงห์ เอสเตท ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และทาง Marketeer Online เองได้มีโอกาสรับเชิญไปงานเปิดตัวของโครงการที่ว่า พร้อมๆ กับลองนับก้าวจากทางลงรถไฟฟ้า จนถึง Sale Gallery ของโครงการรู้สึกได้ว่า “เดินไม่เกิน 10 ก้าวก็ถึงตัวโครงการแล้ว”

THE ESSE SUKHUMVIT 36 คว้าทำเลที่เปรียบเสมือนชิ้นปลามัน นอกจากการอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อชนิดเดินไม่กี่สิบก้าว ตัวโครงการยังตั้งตระหง่านอยู่บริเวณปากซอย 36 ทางด้านทิศเหนือยังติดกับ ถนนสุขุมวิท โดยพื้นที่โครงการทั้งหมดมีขนาด 2.2 ไร่

คุณณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เล่าให้ Marketeer Online ฟังเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวโครงการว่า “THE ESSE SUKHUMVIT 36 คือคอนโดในระดับลักชัวรี ที่มีขนาดความสูง 43 ชั้น 338 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 6,500 ล้านบาท

โดยโครงการนี้ สิงห์ เอสเตท ได้ร่วมทุนกับทาง ฮ่องกง แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากมายในเอเชียอีกด้วย รวมถึงได้ที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง SOM มาช่วยดูแลด้านการออกแบบร่วมกับบริษัทออกแบบชั้นนำของไทย

 

นับเป็นการร่วมมือจากบริษัทระดับโลกที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน
ถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยได้ดีที่สุด

 

ไขความลับ “สมดุลแห่งความต่าง” The ESSENCE of Luxurious Living

แนวความคิด “A Harmony of Contrast”  หรือ “สมดุลแห่งความต่าง” คือแนวความคิดหลักที่ทาง สิงห์ เอสเตท หยิบมาใช้ในการปั้นคอนโดมูลค่าเหยียบหมื่นล้านโครงการนี้

A Harmony of Contrast คือการหลอมรวมเอาความแตกต่างมาผสานเข้าหากัน หลอมรวมเอาอัตลักษณ์ของความเป็นไทยกับเทรนด์การอยู่อาศัยในยุคปัจจุบันเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น แนวความคิดของการสร้างบ้านเรือนไทยแบบยกพื้นสูง คือหนึ่งในความชาญฉลาดด้านการออกแบบของคนไทยที่ถูกนำมาเป็นโจทย์ในการออกแบบตัวอาคาร เพื่อช่วยในเรื่องของการถ่ายเทอากาศ เปิดช่องให้ลมธรรมชาติผ่าน มีการไหลเวียนของอากาศภายในตัวอาคารเพิ่มมากขึ้น

SOM คือทีมที่ปรึกษาในการออกแบบของโครงการนี้ พวกเขาเป็นทีมที่ทำการบ้านอย่างหนักตลอดเวลา ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างหนัก ก่อนที่จะผสานเอาประสบการณ์ด้านการออกแบบระดับโลกมาใช้ เฉกเช่นเดียวกับการออกแบบ “ตึกเบิร์จคาลิฟา” ที่พวกเขาเคยเป็นที่ปรึกษาสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลกกลางทะเลทราย จึงมั่นใจได้ว่าประสบการณ์การออกแบบระดับโลกและทีมงานระดับโลกเหล่านี้จะสามารถสร้างความแตกต่างทำให้โครงการโดดเด่นจากโครงการอื่นๆ

“นอกจากนั้นเรายังได้นำความรู้ และประสบการณ์จาก 2 โครงการทั้ง THE ESSE Asoke และ THE ESSE at SINGHA COMPLEX มาพัฒนาต่อยอดให้ THE ESSE SUKHUMVIT 36 เป็นโครงการที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกด้าน ทั้งในการเลือกทำเลอย่าง สุขุมวิท 36 ซึ่งเหมาะมากที่จะทำเป็นที่อยู่อาศัย การเดินทางสะดวกทั้งขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าหรือรถยนต์ส่วนตัวเองก็มีการออกแบบให้รองรับผู้อยู่อาศัยด้วยที่จอดรถ 100% ทั้งโครงการ ระบบ Auto Parking ก็ได้ถูกนำมาใช้ นอกจากนั้นในเรื่องของ Automation ต่างๆ เราก็รีเสิร์จจนรู้ถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัยจริง ว่าพวกเขาต้องการอะไร ไม่ใช่เพียงแค่ใส่มาเพื่อเป็นลูกเล่นเป็นหรือเป็นกิมมิคไว้ขาย แต่เราเน้นให้ทุกอย่างเป็น Functional ที่ต้องใช้งานได้จริง

ดีเทล เสน่ห์แห่ง งานดีไซน์ “A Harmony of Contrast” สมดุลแห่งความต่าง
5 หลักการ สร้างแบรนด์คอนเซ็ปต์ (5 Core Brand’s concept) 

1. City and Serenity: ความเงียบสงบของการอยู่อาศัย ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่แห่งวิถีชีวิตคนเมือง

แม้โครงการ THE ESSE SUKHUMVIT 36 จะอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าเพียง 20 เมตร แต่ตัวอาคารโซนที่พักอาศัยจะถูกออกแบบให้ไกลจากรางรถไฟฟ้าถึง 84 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ทางทีมออกแบบรีเสิร์จมาเป็นที่เรียบร้อยว่าจะไร้เสียงรบกวนจากขบวนรถไฟฟ้า และนอกจากนั้นโดยรอบโครงการยังเป็นที่ตั้งของแหล่งไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง โรงพยาบาล โรงเรียน เดินทางสะดวกสบายด้วยระบบขนส่งสาธารณะ และรถยนต์ส่วนตัว

2. Authentic and Contemporary: ผสานอัตลักษณ์ความเป็นไทย และเทรนด์การอยู่อาศัยยุคใหม่

นอกจากแนวความคิด “ยกพื้นสูง” ตามการออกแบบบ้านเรือนไทยแล้ว โครงการ THE ESSE SUKHUMVIT 36 ยังใช้เอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่าง ผ้าไหมไทย ที่ได้รับการออกแบบลวดลายวอลเปเปอร์ และผ้าม่านทุกยูนิตในโครงการ จาก Jim Thompson แบรนด์ผ้าไหมไทยที่ไปไกลระดับโลก
Landscape ภายในตัวโครงการยังได้รับแรงบันดาลใจจาก ภูเขา / ทุ่งนา / บ่อน้ำ / สวนผัก ที่มาพร้อมกับพื้นที่ ออแกนิคฟาร์ม ที่สร้างไว้ให้ผู้อยู่อาศัยทุกครัวเรือนสามารถปลูกผักออแกนิค ตามวิถีไทยที่นิยมปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานในครัวเรือน

3.Society and Exclusivity: ส่วนกลางที่แชร์กันได้ และมุมส่วนตัวสำหรับคุณ

แน่นอนว่า Facility ที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างของโครงการคอนโดทุกที่ คือ “พื้นที่ส่วนกลาง” ทาง สิงห์ เอสเตท ทราบดีว่าโดยทั่วไปของผู้อาศัยนั้นมีความต้องการ 2 ด้าน ทั้งในส่วนของการเข้าสังคมใช้พื้นที่ส่วนกลางจัดกิจกรรมร่วมกับคนอื่น ส่วนอีกมุมนึงนั้นก็อยากได้ความเป็นส่วนตัว ดังนั้นตัวโครงการต้องมีพื้นที่ส่วนกลางที่รองรับการใช้ชีวิตได้ครบทั้ง 2 ส่วน

ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ส่วนกลางสำหรับจัดกิจกรรม เรซิเด้นท์เล้าจ์ที่ให้ทุกคนมาร่วมจัดกิจกรรมร่วมกันได้ ห้องสมุด รวมถึง ลอบบี้ขนาดใหญ่ที่หน้าของโครงการที่สามารถนั่งคุยกับเพื่อนฝูงและผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆ ในโครงได้ และพื้นที่ส่วนกลางที่เน้นความเป็นส่วนตัว อย่างเช่น ห้องกลอ์ฟซิมูเลเตอร์ ห้องออนเซ็น

ซึ่งทุกพื้นที่ส่วนกลางที่ทางโครงการเตรียมไว้ให้นั้น ยังคงยึดหลัก “สร้างขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้จริง ตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กิมมิคขายโครงการ

 

4.Passion and Function: การออกแบบที่คำนึงถึงผู้อยู่อาศัยก่อน

“วิธีคิดของบริษัทเราคือ ทำมาเพื่อใคร? ไม่ใช่คิดแค่ว่าจะออกแบบอะไรแล้วเสนอขายให้แก่ลูกค้า” คุณณัฐวุฒิ ย้ำเสริมเกี่ยวกับแนวความคิดและการออกแบบทั้งหมดอีกครั้งในหัวข้อ Passion and Function

“เราต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าของโครงการเราคือใคร? มีความต้องการอะไรบ้าง? ซึ่งข้อมูลตรงนี้ล้วนผ่านกระบวนการรีเสิร์จ และใช้ประสบการณ์ที่เราและที่ปรึกษามีอยู่ร่วมแชร์ไอเดียกัน ก่อนที่จะดีไซน์อะไรออกมา และท้ายที่สุดคือสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้จริง อะไรที่มันดีมันล้ำสุดๆ แต่ลูกค้าไม่ได้ต้องการ เราก็ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดให้กับลูกค้า”

ยกตัวอย่างเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติต่างๆ เช่น Digital Door Lock โครงการเลือกให้เป็นระบบสแกนนิ้วเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ระบบไฟและเครื่องปรับอากาศในห้องสามารถสั่งผ่านมือถือได้  ซึ่ง 3 อย่างนี้คือระบบพื้นที่ผู้บริโภคต้องการจริงๆ

ห้องน้ำ Walk through closet และพื้นที่เก็บของ เป็นอีก 3 สิ่งที่ผลรีเสิร์จระบุว่าเป็นความต้องการของลูกค้า เริ่มที่ห้องน้ำ สำหรับโครงการนี้เราเริ่มเปิดขายห้องที่ไซส์ 38.5 เพราะนอกจากจะเป็นไซส์ที่เหมาะสำหรับอยู่อาศัยแล้ว พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมานั้นทำให้ทุกห้องได้ห้องน้ำที่ครบทุกฟังก์ชันใช้งานและไม่รู้สึกคับแคบจนเกินไป ต่อด้วยเรื่องของ Walk through closet เช่นเดียวกันทุกยูนิตในโครงการจะมีห้องแต่งตัวที่เรียกว่า Walk through closet ซึ่งช่วยในเรื่องของความสวยงามและความสะดวกสบายในการใช้งาน และข้อสุดท้ายคือ พื้นที่เก็บของ พื้นที่คือเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่พักอาศัยในคอนโด เฟอร์นิเจอร์และตู้หลายๆ ชิ้นทางโครงการจึงต้องออกแบบเฉพาะเพื่อให้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าที่สุดด้วยเช่นกัน

 

5. Service and Property Management: การดูแลหลังการขายคือเรื่องที่ต้องใส่ใจ

 หลังจากโครงการสร้างเสร็จลูกค้าเข้าพักอาศัยจริงแล้ว ทาง สิงห์ เอสเตท ยังคงรับช่วงดูแลโครงการต่อไปอีก 2 ปี ด้วยบริษัท Property Management จากทางสิงห์ เอสเตท โดยคิดค่าส่วนกลางที่ 100 บาท/ตรม. ซึ่งแตกต่างจากหลายๆ โครงการที่ไม่มีนโยบายในส่วนนี้ และการที่ สิงห์ เอสเตท จัดการเรื่อง Property Management จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าทุกยูนิตได้เป็นอย่างดี

สำหรับเป้าหมายของโครงการ THE ESSE SUKHUMVIT 36 ในปี 2017 นี้ ทางสิงห์ เอสเตท ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 50% ของโครงการ

โครงการ “THE ESSE SUKHUMVIT 36” ราคาเริ่มต้นต่อยูนิตอยู่ที่ 12 ล้านบาท (ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรอยู่ที่ 330,000 บาท)

จำนวนห้องพักอาศัยทั้ง 338 ยูนิต ประกอบด้วย ห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 38.50-43.25 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 73.50-77.00 ตารางเมตร
แบบ 3 ห้องนอน ขนาด 116.75-124.25 ตารางเมตร และเพนท์เฮ้าส์ ขนาด 252 ตารางเมตร

เริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 1/2561 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. 2563

เปิดขายให้ชมห้องตัวอย่างที่สำนักงานขาย ติดรถไฟฟ้าสถานีทองหล่อ ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. 2560 

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1221 หรือ www.singhaestate.co.th

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer