นักพากย์โฆษณา อีกหนึ่งอาชีพเบื้องหลังที่เป็นจิ๊กซอว์ต่อความสำเร็จให้แบรนด์ดัง (สัมภาษณ์พิเศษ)
เรามักสนุกเวลาได้พูดคุยกับคนทำงานเบื้องหลัง
เพราะขึ้นชื่อว่างานเบื้องหลัง จึงมีน้อยคนนักที่จะรู้จักและรู้ว่าคนเหล่านี้มีวิธีคิดวิธีทำงานกันยังไง
และหลังจากที่ได้คุยกับคนกลุ่มนี้ มุมมองที่เรามีต่องานชิ้นเดิมก็มักจะเปลี่ยนไป ในแง่ที่ได้เห็นมันในเชิงลึกมากกว่าเดิม
เช่นเดียวกับงานเบื้องหลังของชายคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ‘ดาร์ท-ธนทร ศิริรักษ์’ เขาคือ Voice Actor เจ้าของเสียงในงานโฆษณาที่ออนแอร์อยู่มากมาย
หลายคนคิดว่าการเป็นนักพากย์โฆษณาคงไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไร เพียงแค่พูดตามสคริปต์ที่มีคนเตรียมไว้ให้
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แค่นั้น
เพราะการเป็นนักพากย์โฆษณายังต้องรู้จักวิธีการพูดให้เสียงมี dynamic การใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียง
หรือแม้แต่ต้องตีโจทย์ของแบรนด์ให้แตก ไม่ต่างจากครีเอทีฟโฆษณา เพื่อจะได้ใช้เสียงสื่อสาร เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะบอกกับผู้คนได้อย่างชัดเจนมากที่สุด

จุดเริ่มต้นของการเป็น Voice Actor
ดาร์ทเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็น นักพากย์โฆษณา หรือ Voice Actor ให้เราฟังว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็น Sound Engineer มาก่อน
กระทั่งพี่ที่รู้จักเห็นว่าดาร์ทเรียนจบเอก Voice มา จึงชักชวนให้เขาลองไปลงเสียงเป็น Demo เพื่อเอาไปขายลูกค้า
แต่ลูกค้ากลับชอบเสียงใน Demo จึงเลือกดาร์ทมาเป็นคนพากย์โฆษณาที่จะนำไปออนแอร์จริง
และถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วกับการเป็นนักพากย์โฆษณา แม้ความฝันของคนเรียนจบเอก Voice ส่วนใหญ่คือการเป็นนักร้อง แต่ดาร์ทบอกกับเราว่าเขาชอบการเป็นนักพากย์โฆษณามากกว่า
เพราะมันไม่ใช่แค่การใช้เสียงตามโน้ตหรือตามอารมณ์ของเนื้อเพลงเท่านั้น
แต่มันคือการใช้เสียงตามโจทย์ของลูกค้า เขารู้สึกสนุกและท้าทายทุกครั้งว่าจะใช้เสียงของตัวเองช่วยให้ลูกค้าขายของได้ยังไง
ดาร์ทบอกกับเราว่าอีกชื่อหนึ่งของนักพากย์โฆษณาก็คือ Voice Actor
ที่มีคำว่า Actor มาต่อท้ายก็เพราะการอ่านโฆษณาแต่ละครั้งไม่ใช่แค่เอาปากจ่อไมค์แล้วพูดตามสคริปต์ที่อยู่ตรงหน้า
แต่ยังต้องใส่ท่าทาง ใส่อารมณ์ร่วม ใส่น้ำเสียงที่มี Dynamic ลงไป
ลองคิดภาพตามง่าย ๆ หากโฆษณาน้ำอัดลมแล้วมาพูดด้วยเสียงนิ่ง ๆ ธรรมดา ๆ คนฟังก็ไม่อาจรับรู้ถึงความซ่าส์ ความสนุกของแบรนด์ได้อย่างที่ควรจะเป็น

งานแรกที่พูดประโยคเดิมซ้ำไปมานานถึง 2 ชั่วโมง
แม้ลูกค้าจะตัดสินใจเลือกเสียงใน Demo มาใช้ในโฆษณาจริงเพราะชอบเสียงของดาร์ท
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการลงเสียงในโฆษณาจริงครั้งแรกนั้นเป็นเรื่องง่าย
ซึ่งปกติแล้วคนพากย์โฆษณาสปอตความยาว 30 วินาที – 1 นาที จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง
แต่ดาร์ทใช้เวลาในการพากย์เสียงครั้งแรกถึงสองชั่วโมงกว่าเสียงของเขาจะเป็นที่พอใจและนำไปออนแอร์ได้จริง
“อย่างที่บอกว่าการเป็น Voice Actor นั้นต้องใส่อารมณ์ใส่ความรู้สึกลงไปในเสียง ซึ่งตอนทำ Demo เราก็แค่อัดเสียงตัวเองแล้วส่งไป
แต่พอถึงเวลาลงเสียงจริงจะมีลูกค้ามาดูเราในห้องอัด แล้วห้องอัดมันเป็นกระจกใส เวลาออกท่าทางทำไม้ทำมือตามเพื่อให้ได้ Dynamic ของเสียงก็เลยรู้สึกเขิน ๆ เกร็ง ๆ หน่อย
พอเกร็งแล้วอารมณ์ของเสียงก็ไม่ได้ ก็เลยต้องอ่านซ้ำไปมาอย่างนั้นอยู่เรื่อย ๆ (หัวเราะ)”

ฝึกเสียงทุกวัน จนกลายเป็นชีวิตประจำวัน
ด้วยโทนเสียงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกนุ่ม อบอุ่น น่าเชื่อถือ งานที่ดาร์ทได้รับส่วนใหญ่ก็จะเป็นโฆษณาบ้านและคอนโด เพราะสินค้าที่เป็นที่พักอาศัยนั้นต้องให้ความรู้สึกปลอดภัยอยู่แล้วรู้สึกสบายใจ
แต่ดาร์ทก็บอกว่าเสียงโทนแบบเขาไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียว เวลาเอเจนซีโฆษณาส่งเสียงคนพากย์ไปให้ลูกค้า ก็ไม่ได้ส่งเสียงเขาไปคนเดียวเท่านั้น
ดาร์ทจึงคอยฝึกฝนเสียงตัวเองให้อ่านได้มากกว่าโทนอบอุ่น เขาคิดว่าถ้าอ่านได้หลายแบบมากขึ้นความน่าจะเป็นในการได้งานก็มากขึ้นไปด้วย
“ผมฝึกตัวเองทุกวันเวลาออกไปไหนเห็นป้ายอะไรก็จะอ่านหมด เข้า 7-Eleven เจออะไรก็หยิบขึ้นมาอ่านให้เสียงมี Dynamic
หรือถ้าดู Youtube อยู่บ้าน เจอโฆษณาผมก็ไม่กด Skip นะ จะอ่านตามเขา เพื่อให้เราได้ลองอ่านงานหลาย ๆ แบบ
ส่วนถ้าฝึกอ่านแบบ Hard Sale ก็จะอ่านแบบเล่นใหญ่เหมือนเราไปดูละครเวที”
และผลจากการฝึกฝนก็ทำให้ทุกวันนี้ดาร์ทได้พากย์โฆษณาให้กับสินค้าในรูปแบบที่หลากหลายมากกว่าเดิม

ความฝันของนักพากย์ที่ไม่มีใครเห็นหน้า คือทำให้คนจดจำเสียงได้
เราเคยได้ยินความฝันของคนหลายอาชีพมามากมาย
ความฝันของนักร้องคือการมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง ได้ไปร้องบนเวทีใหญ่
ความฝันของนักธุรกิจคือการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จมีรายได้มีกำไร
ความฝันของใครต่อใครอีกหลายคนคือการขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดในสายงานที่ตัวเองทำ
เราจึงตั้งคำถามกลับไปว่า แล้วความฝันของนักพากย์โฆษณาอย่างเขาคืออะไร
สิ่งที่ดาร์ทตอบกลับเรามาก็คือ
“ความฝันของผมในการเป็นนักโฆษณา คืออยากให้คนจำเสียงของผมได้
แม้จะไม่เห็นหน้า แต่พอได้ยินคนก็รู้ว่าเป็นเสียงของเรา”
Website : Marketeeronline.co /
