หากคุณย้ายบ้านในเยอรมนี สิ่งแรกที่คุณต้องเจอไม่ใช่ความสะดวกสบายแบบดิจิทัล แต่คือการต้องโทรนัดหมายล่วงหน้ากับสำนักงานเขตนานเป็นสัปดาห์ เพื่อหอบเอกสารกองโตไปยื่นด้วยตัวเองที่ศาลาว่าการเมือง 

นี่คือภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปี 2026 ในประเทศชั้นนำด้านวิศวกรรม และนวัตกรชาวเยอรมันกับสถาบันในประเทศมีส่วนสำคัญในการคิดค้นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่าง MP3, ซิมการ์ด และคอมพิวเตอร์แบบโปรแกรมตามลำดับ 

ในขณะที่โลกก้าวไปสู่คลาวด์และ เอไอ แต่ผลสำรวจจาก Bitkom พบว่ากว่า 77% ของบริษัทในเยอรมนียังคงใช้ แฟกซ์อยู่ และอีก 25% ยังต้องพึ่งพาอุปกรณ์นี้อย่างมาก

ปัญหาของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากความล้าหลังของภาคเอกชน แต่เป็นเพราะ “หน่วยงานภาครัฐ” ยังคงกำหนดให้การติดต่อสื่อสารที่เป็นทางการต้องทำผ่านแฟกซ์เท่านั้น แม้แต่แอปพลิเคชันด้านสุขภาพบางตัวยังต้องใช้วิธีส่งแฟกซ์แทนหากคุณลืมบัตรประกันสุขภาพไว้ที่บ้าน

ตามการจัดอันดับของสหภาพยุโรป (อียู) พบว่าเยอรมนีมีความคืบหน้าเพื่อพัฒนาสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (e-Government) อยู่ในระดับ “กลางๆ” ของสมาชิกทั้ง 27 ประเทศเท่านั้น แต่ผลการศึกษาจาก CapGemini กลับให้ภาพที่แย่กว่า โดยจัดให้เยอรมนีเกือบรั้งท้าย อยู่อันดับที่ 24 จาก 27 

ฟรังค์ ไรนาร์ทซ์ หัวหน้าเอเจนซี่ดิจิทัลในเมืองดึสเซลดอร์ฟ วิเคราะห์ว่า เยอรมนีไม่มีปัญหาเรื่อง “กลยุทธ์” หรือ “เป้าหมาย” แต่มีปัญหาใหญ่ที่ “การลงมือทำจริง” ตัวอย่างเช่น เมืองดึสเซลดอร์ฟที่มีประชากรกว่า 650,000 คน มีบริการออนไลน์เพียง 120 รายการจากทั้งหมด 580 รายการ ซึ่งคิดเป็นแค่ 20% เท่านั้น 

แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เมืองนี้ติดอันดับ 6 ของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในเยอรมนีได้แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมืองอื่นๆ คงยิ่งล้าหลังกว่านี้มาก

ปัญหาสำคัญอีกประการคือโครงสร้างการปกครองแบบสหพันธรัฐที่มี 16 รัฐอิสระ ทำให้การพัฒนาระบบดิจิทัลขาดความเป็นเอกภาพ โดยแต่ละเมืองต้องดิ้นรนหาซอฟต์แวร์และกระบวนการของตัวเอง

แม้นี่เป็นกระบวนการที่เหมือนกันทั้งประเทศอย่างการจดทะเบียนรถยนต์ก็ตาม แต่ก็ทำให้เกิดเป็นระบบที่ “ต่างคนต่างทำ” จนเทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงงานมักไม่สามารถทำงานร่วมกันไม่ได้

ในขณะที่การพัฒนาทางดิจิทัลยังเป็นประเด็นร้อนของเยอรมนี เพื่อนบ้านอย่าง “เดนมาร์ก” ได้ก้าวไปไกลกว่านั้นมาก และตรงข้ามกับเยอรมนีอย่างสิ้นเชิง 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Borger.dk ซึ่งเป็น “One-stop-shop” ที่รวมบริการภาครัฐกว่า 2,000 รายการไว้ในที่เดียวของเดนมาร์ก ระบุว่า ประชากรกว่า 97% มีบัตรประชาชนดิจิทัล (eID) และใช้งานเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพราะการติดต่อหน่วยการราชการทั้งหมดทำได้ผ่านดิจิทัล 

นอกจากนี้ปัจจุบันเดนมาร์ก ยังเป็นประเทศที่หัวแถวทางดิจิทัลทั้งในยุโรปและในระดับโลก ทั้งที่เคยเป็นประเทศพึ่งพาเกษตรกรรมและปศุสัตว์อย่างมากมาก่อน

ความก้าวหน้าทางดิจิทัลของเดนมาร์ก ส่งผลดีต่อประเทศในหลายด้าน โดยทำให้ขึ้นมาเป็นประเทศที่ความสามารถในการแข่งขันสูงสุดอันดับ 1 ของโลกเมื่อปี 2022 และ 2023 ขณะเดียวกันยังทำให้เมื่อปี 2022 ไม่มีเหตุปล้นธนาคารเลย 

เคล็ดลับความสำเร็จของเดนมาร์กคือการใช้เลขประจำตัวประชาชนชุดเดียว (CPR) เชื่อมโยงข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่ภาษีไปจนถึงสาธารณสุข แบบ  One Stop Service และสิ่งสำคัญที่สุดคือชาวเดนมาร์ก มีความเชื่อใจและเชื่อมั่นในรัฐบาล และหน่วยงานราชการ  

อย่างไรก็ตามยังมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ เยอรมนี กลายมาเป็น “คนป่วยทางดิจิทัล” ของยุโรป นั่นคือ คนในประเทศมากมาย โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์มาก่อน ยังไม่เชื่อใจรัฐบาล

เพราะในอดีต เคยมีหน่วยตำรวจลับที่คอยสอดส่องและสอดแนมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อควบคุมชีวิตประชาชน ทำให้เกิดเป็นกำแพงที่ขวางกั้นการก้าวไปสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบของเยอรมนีมาจนถึงทุกวันนี้ / dw