ลิเวอร์พูล รายได้เท่าไร ? เปิดขุมทรัพย์ หงส์แดง ทีมขวัญใจคอบอลไทย
แชมป์นี้ที่รอคอย
แฟนหงส์แดง ลิเวอร์พูล เตรียมฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี หลังจากที่แมนเชสเตอร์ซิตี้แพ้พ่ายให้กับเชลซี ด้วยสกอร์ 1:2 ในแมตช์การแข่งขัน 25 มิถุนายน 2563 ตามเวลาอังกฤษ
การแพ้ของแมนเชสเตอร์ซิตี้ในครั้งนี้ทำให้คะแนนการแข่งขันของลิเวอร์พูลมีแต้มทิ้งห่างจากแมนซิตี้ ซึ่งเป็นอันดับสองในตารางแบบไม่เห็นฝุ่น และทำให้ลิเวอร์พูลขึ้นเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไม่ต้องลุ้นแม้ยังไม่จบฤดูกาลแข่งขันในวันที่ 26 กรกฎาคม 2563 ก็ตาม

การได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในครั้งนี้ของลิเวอร์พูลถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่ประกาศถึงการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งกับแฟนบอล ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
เพราะก่อนหน้านั้นลิเวอร์พูลเคยเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ในการแข่งขันฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 มากที่สุดเมื่อเทียบกับสโมสรอื่น ๆ ก่อนที่ดิวิชั่น 1 จะเปลี่ยนชื่อเป็นเป็นพรีเมียร์ลีก 2535 ด้วยเหตุผลด้านการบริหาร
โดยปี 2533 คือผลงานแชมป์ล่าสุดของลิเวอร์พูลในฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรที่มีผลงานการแข่งขันที่ห่างไกลความสำเร็จ ที่มาพร้อมกับการสุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลาย จากการบริหารของนักลงทุนชาวอเมริกันอย่าง ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ ยิลเล็ตต์ ที่เข้ามาถือหุ้นสโมสรทั้งหมดในปี 2550 เพื่อดูดผลประโยชน์จากสโมสรเข้ากระเป๋าตัวเองเป็นหลัก จนสโมสรเป็นหนี้รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ หรือ RBS มากถึง 350 ล้านปอนด์ในปี 2553
ในขณะที่ลิเวอร์พูลกำลังประสบปัญหาเกือบล้มละลาย จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี่ เข้าไปซื้อกิจการสโมสรลิเวอร์พูลเข้ามาบริหารอยู่ภายใต้ชื่อกลุ่มทุน เฟนเวย์ สปอร์ตส กรุ๊ป (FSG) พร้อมเคลียร์หนี้ลิเวอร์พูลกับ RBS ทั้งหมด
การเข้ามาของ เฟนเวย์ สปอร์ตส กรุ๊ป ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สำคัญให้ลิเวอร์พูลกลับมาค่อย ๆ ยิ่งใหญ่อีกครั้ง จากการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสโมสรใหม่ นำทีมวิเคราะห์ข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์นักเตะและผู้จัดการทีม เพื่อหาบุคคลที่ใช่มากที่สุดกับสโมสรเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนให้สโมสรเติบโตในอนาคต
พร้อมกับการสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเตะ และแฟนคลับให้กลับมาภาคภูมิใจในสโมสรลิเวอร์พูลอันยิ่งใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอีกครั้ง
เพราะยิ่งสโมสรกลับมาเติบโตและมั่นคงได้มากเท่าไร โอกาสในการสร้างรายได้กลับมามากขึ้นเท่านั้น

และการบริหารของ เฟนเวย์ สปอร์ตส กรุ๊ป ที่ผ่านมาสร้างการเติบโตด้านการแข่งขัน และรายได้อย่างน่าสนใจ
2561 17,466.97 ล้านบาท (455.089 ล้านปอนด์)
2562 20,458.16 ล้านบาท (533.022 ล้านปอนด์)
โดยรายได้ของสโมสรลิเวอร์พูลมาจาก
สปอนเซอร์ชิปและสื่อต่างๆ
2561 8,446.14 ล้านบาท (220.058 ล้านปอน)
2562 10,009.31 ล้านบาท (260.785 ล้านปอนด์)
ขายของที่ระลึก
2561 5,921.80 ล้านบาท (154.288 ล้านปอนด์)
2562 7,223.73 ล้านบาท (188.209 ล้านปอนด์)
เกมการแข่งขัน
2561 3,099.03 ล้านบาท (80.743 ล้านปอนด์)
2562 3,232.02 ล้านบาท (84.208 ล้านปอนด์)
รายได้ที่ว่านี้จะเป็นรายได้ที่เกิดจากการมีกองเชียร์และผู้ติดตามการแข่งขันที่แปรเปลี่ยนเป็นสปอนเซอร์ชิป ขายลิขสิทธิ์เสื้อบอล และอื่น ๆ

แม้การแข่งขันพรีเมียร์ลีกจะเป็นแมตช์การแข่งขันที่แฟนบอลรู้จักทั่วโลก แต่รายได้ของทีมสโมสรลิเวอร์พูลส่วนใหญ่จะเป็นรายได้จากสหราชอาณาจักร
แหล่งรายได้ลิเวอร์พูล
สหราชอาณาจักร 19,743.03 ล้านบาท (514.390 ล้านปอนด์)
ยุโรป 244.45 ล้านบาท (6.369 ล้านปอนด์)
นอกสหราชอาณาจักรและยุโรป 470.67 (12.263 ล้านปอนด์)
แต่มองไปที่กำไร ในปีที่ผ่านมากำไรของลิเวอร์พูลถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับปี 2561 การลดลงของกำไรนี้มาจากการที่ลิเวอร์พูลซื้อนักเตะใหม่ ๆ เข้าสโมสรแบบจ่ายค่านักเตะครั้งเดียว ส่วนนักเตะที่ขายออกไปเป็นการขายแบบทยอยจ่ายเป็นงวด
ลิเวอร์พูล กำไรเท่าไร
2561 4,802.86 ล้านบาท (125.135 ล้านปอนด์)
2562 1,608.37 ล้านบาท (41.905 ล้านปอนด์)

อย่างไรก็ดี การบริหารสโมสรและการตลาดของลิเวอร์พูลเพื่อรายได้บริหารสโมสร Marketeer มองว่ามีกลยุทธ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าสนใจคือ
1. การปรับเปลี่ยนสนามแอนด์ฟิลด์สนามเก่าแก่ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรใหม่ รองรับผู้ชมได้มากขึ้น เพื่อรายได้จากการขายบัตรเข้าชมเพิ่มมากขึ้นตามมา
2. เปลี่ยนแบรนด์ชุดแข่งจากนิวบาลานซ์เป็นไนกี้ หลังจากที่นิวบาลานซ์หมดสัญญาฤดูกาลแข่งขัน โดยไนกี้เสนอเงินจำนวน 80 ล้านปอนด์ หรือ 3,070.52 ล้านบาท ให้กับลิเวอร์พูลเพื่อเป็นเสื้อแข่งขัน และการที่ลิเวอร์พูลเลือกไนกี้ นอกจากจะได้เงินจากไนกี้เพื่อเข้ามาเป็นแบรนด์เสื้อแข่งแล้ว ลิเวอร์พูลยังมีโอกาสในการสร้างรายได้จากเปอร์เซ็นต์ที่ไนกี้มอบให้กับสโมสรเมื่อขายสินค้าลิขสิทธิ์ลิเวอร์พูลมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากไนกี้มีช่องทางขายที่หลากหลายและจำนวนช่องทางที่มากกว่านิวบาลานซ์ และทำให้การเข้าถึงสินค้ากับแฟนคลับจะมีมากขึ้นตามมา
ทั้งนี้ แม้การแข่งขันพรีเมียร์ลีกยังไม่จบ แต่ผลงานแต้มต่อในการแข่งขัน จะสร้างแต้มต่อให้กับลิเวอร์พูลได้เป็นอย่างดี และอาจจะผลักดันให้มูลค่าสโมสรลิเวอร์พูลเพิ่มจาก 86,742.07 ล้านบาท (2,260 ล้านปอนด์) ในปัจจุบันก็เป็นได้
และการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบ 30 ปีครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในสปริงบอร์ดชั้นดี ที่จะสร้างรายได้ให้สโมสรเพิ่มขึ้นจากมูลค่าแบรนด์ที่ขายให้กับพาร์ตเนอร์ชิปใหม่ในฤดูกาลต่อไป
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
