เชื่อว่าหลายคนในที่นี้… คงได้ผ่านตากับแคมเปญ ประกันที่กล้าบอกเงื่อนไข” จากอลิอันซ์ อยุธยา แคมเปญขายประกันแบบจริงใจ กล้าบอกทุกเงื่อนไข ขยายดอกจันไซส์จิ๋วให้ชัดเจน เพื่อมอบสุขภาพดีให้กับลูกค้าแบบเคลียร์ชัดทุกเงื่อนไข

อลิอันซ์ อยุธยา คือบริษัทประกันเจ้าแรกของไทยที่ กล้าบอกทุกเงื่อนไข เพราะเชื่อว่าทุกคนนั้น สามารถมีสุภาพดี มีชีวิตที่ดีได้ เเบบไม่มีเงื่อนไขแอบแฝง เเละแนวความคิดที่ว่านี้ได้ถูกต่อยอดเป็นงานอีเว้นท์เพื่อคนรักสุขภาพอย่าง Healthy Living Day กิจกรรมใหญ่ประจำปีของทาง อลิอันซ์ อยุธยา ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งงานในปีนี้ถูกจัดขึ้นภายใต้ธีมหลัก “สุขภาพดี ไม่มีเงื่อนไข” ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า สยามสแควร์ ซอย 1 เมื่อวันเสาร์ที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา…

 

Healthy Living Day
สุขภาพดีไม่มีเงื่อนไข พร้อมแชร์ต่อเพื่อสังคม

พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต กล่าวว่า “การจัดงาน Healthy Living Day ขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จ จากการจัดกิจกรรมHealthy Talk มั่นใจใช้ชีวิต” ในปีที่แล้ว ที่ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ในปีนี้เราจึงเพิ่มกิจกรรมเกี่ยวกับสุขภาพดีเพิ่มอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โซนเฮลท์ตี้มาร์ท ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพ โซนเฮลท์ตี้เพลย์ เวิร์คช้อปทำอาหารเพื่อสุขภาพ และ โซนเฮลท์ตี้แชร์ กิจกรรมการกุศลเพื่อให้คุณส่งต่อสุขภาพดีให้กับผู้อื่นในสังคมได้อีกด้วย”

โดยไฮไลท์ของงานในวันนี้ยังคงอยู่ที่กิจกรรม “Healthy Talk ทอล์คโชว์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจในการสร้างสุขภาพดีแบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมรับฟังประสบการตรงจาก 4 วิทยากรที่ต้องเกี่ยวต้องกับโรคร้ายอย่าง “มะเร็ง”

Healthy Talk ในปีนี้เราได้ 4 วิทยากร ที่มี 4 แง่มุม ที่ชีวิตของพวกเขาต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าโรคร้ายอย่าง “มะเร็ง” มาขึ้นพูด ทั้งในมุมของผู้ที่เคยป่วยที่ต่อสู้กับมะเร็งจนหาย ฟังประสบการณ์จากผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ฟังความรู้จากคุณหมอซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง และนักโภชนาการที่จะมาบอกว่าจริงๆ แล้ววันนี้เราควรรับประทานอาหารอย่าไรให้สุขภาพดี อีกทั้งยังเชื่อว่าทุกคนที่ได้มาร่วมงานในวันนี้จะสามารถนำความรู้และข้อคิดดีๆ และตระหนักถึงการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับการวางแผนเตรียมความพร้อมหากเกิดโรคร้าย”

เพราะ โรคมะเร็ง เป็นแล้วไม่จำเป็นต้องตาย…
แต่ถ้าเกิดเป็นแล้ว เราจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการรักษา และต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น นอกจากการดูแลสุขภาพเพื่อให้เราทุกคนห่างไกลจากโรคร้าย
เชื่อว่าทุกคนยังควรมีแผนประกันสุขภาพเพื่อรองรับ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

 

 

 

Healthy Talk  
 4 วิทยากร และ 4 มุมมองเรื่องโรคร้ายที่ใกล้ตัวเราเหลือเกิน

หากจะพูดว่า โรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวของเราทุกคนอีกต่อไปแล้ว ก็คงไม่ผิดนัก… เพราะในแต่ละปี ประเทศไทย มีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งกว่า 60,000 คน เเละยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1

ในขณะที่ระดับโลกมีรายงานการเสียชีวิตปีละเกือบ 8 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งนับเป็นโรคไม่ติดต่ออันดับ 1 ที่คร่าชีวิตผู้คนในแต่ละปีมากที่สุดอีกด้วย นอกจากนั้นเจ้ามะเร็งร้ายยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่อายุยังน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับวิวัฒนาการด้านการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นทุกวัน

แม้มะเร็งจะดูเป็นโรคร้าย ที่ไม่ใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือกับกับคนรอบๆ ตัว แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วหล่ะ… เราจะมีวิธีต่อสู้กับมันอย่างไร? รวมถึงเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวอย่าง คุณพ่อ-คุณแม่ เราจะมีวิธีรับมือกับสถาณการณ์เช่นไร?
รวมถึง วิธีการพาตัวเองไปให้ใกล้จากโรคร้ายที่ว่านี้ และ สรุปสุดท้าย มะเร็งคือโรคร้ายที่เราไม่สามารถต่อกรกับมันได้จริงหรือไม่?

ลองมาหาคำตอบจาก 4 วิทยากร ที่ขึ้นพูดในงาน Healthy Living Day ได้เลย!

 

 

หนุ่ย นันทกานต์ : “การขึ้นชกครั้งนี้ ต้อง “ชนะ” สถานเดียว”

หากใครที่ติดตามเรื่องราวชีวิตของ หนุ่ย นันทกานต์ มาบ้าง… คงจะทราบดีว่านักร้องสาวเสียงดีคนนี้ต้องต่อสู้กับโรคร้าย  “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” มาถึง 15 ปี

ซึ่งในวันนี้เธอได้รับโอกาสขึ้นพูดเป็นคนแรกบนเวลา Healthy Talk ภายในงาน Healthy Living Day โดยเธอเปรียบเทียบการต่อสู้กับโรคร้ายเหมือนกับ การขึ้นชกบนสังเวียน แต่เกมนี้เธอจะต้องห้ามแพ้  เพราะถ้าเธอถูกน็อคเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงว่าเธอจะไม่ได้มีโอกาสแก้ตัวอีกต่อไป…

“ชีวิตหนุ่ยเหมือน ดนตรี ร็อค แอนด์ โรล สุดเหวี่ยง อิสระ อยากทำอะไรก็ทำ กินอะไรก็กิน บวกกับการทำงานเป็นนักร้องกลางคืนที่ต้องร้องเพลงในผับ เต็มไปด้วยควันบุหรี่มือ 2 ดื่มเหล้า ปาร์ตี้ พักผ่อนน้อย และไม่ค่อยดูแลตัวเอง เพราะคิดตัวเองแข็งแรงเป็นนักกีฬามาตลอดชีวิต”

 

 

ปี 2545 “กว่าจะรู้ตัวว่าเราใช้ชีวิตอย่างประมาทมาโดยตลอด คุณหมอก็บอกกับหนุ่ยว่า ตรวจพบเนื้อร้ายที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองและอาจจะเป็นมะเร็งได้ ความรู้สึกหลังจากที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง คือ ฉันต้องตายแน่ๆ แต่คุณหมอบอกกับหนุ่ยว่าคุณยังมีโอกาสหาย ถ้าคุณได้รับการการทำเคมีบำบัด หรือคีโม ซึ่งต้องทำเป็นจำนวน 6 ครั้งก่อน หากไม่ดีขึ้นอาจต้องเพิ่มเป็น 8 ครั้งภายหลัง”

“พอเราได้ยินคำว่า โอกาสรอด ในตอนนั้นหนุ่ยก็คิดได้อย่างเดียวว่า เราต้องลุกขึ้นสู้เท่านั้น และการทำคีโมทั้ง 6 ครั้ง หนุ่ยยกให้เหมือนกับการขึ้นชก 6 ยก ด้วยกัน ซึ่งกว่าจะผ่านแต่ละยกไปได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หมัดของคู่ต่อสู้หนักขึ้นเรื่อยๆ ในยกที่ 3 – 4 เกือบเล่นเอาน็อคนับ 10 กับพื้นเวทีอยู่หลายครั้ง… แต่สุดท้ายหนุ่ยก็ผ่านมาได้ เพราะกำลังใจ จากคนรอบตัว ครอบครัวเพื่อน รวมตัวเองที่คอยเตือนตัวเองเสมอว่า การขึ้นชกครั้งนี้หนุ่ยจะแพ้ไม่ได้”

นอกจากนั้น หนุ่ย นันทกานต์ ยังมองว่า มะเร็ง นอกจากจะเป็นคู่ชกแล้ว ยังเป็น ครูที่ดี ของเธอด้วย เพราะถ้าไม่เคยผ่านจุดนี้มาได้ ทุกวันนี้เธอก็คงยังใช้ชีวิตประมาทเหมือนเมื่อก่อนแน่ๆ

 

 

 

 

แซมมี่ เคาวเวลล์ : “การตัดสินใจที่ต้องรับฟัง”

แซมมี่ เกริ่นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอและคุณพ่อให้ทุกอีเว้นท์ครั้งนี้ได้รับฟัง… ตลอดเวลาที่เธอเติบโตทั้งในประเทศไทย และที่ประเทศอังกฤษ คุณพ่อ คือหัวเรือใหญ่ของครอบครัว และคุณพ่อยังเป็นคนที่แข็งแรงมาก ไม่ชอบเข้าโรงพยาบาล มีไลฟ์สไตล์เต็มที่ทุกกิจกรรมทั้งการทำงานและปาร์ตี้เหมือนฝรั่งทั่วไป…

“ตลอดเวลาคุณพ่อไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้เห็นเลย… แซมมี่ยังจำวันนั้นได้ดีหลังจากที่เราถ่ายละครเสร็จ คุณแม่เดินมาบอกว่า คุณพ่อต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหันเพราะอาการของโรคหัวใจ แต่เรื่องเลวร้ายยังไม่จบแค่โรคหัวใจ เพราะระหว่างการรักษา คุณหมอแจ้งว่าได้ตรวจพบเนื้อร้ายที่บริเวณตับ”

“ตอนนั้นแซมมี่และคุณแม่ปรึกษากัน และตัดสินในใจว่าจะรักษาเนื้อร้ายในตับของคุณพ่อไปพร้อมๆ กับการรักษาโรคหัวใจ… แต่คำตอบของคุณพ่อคือ ไม่ขอรักษา โดยท่านให้เหตุผลว่าท่านอายุเยอะแล้วรักษาไปร่างกายก็ไม่สามารถกลับมา 100% ได้ ตอนนั้นเราก็รู้สึกสับสนมาก ด้วยความรักของเราก็อยากรักษาพ่อหาย แต่ท่านก็ปฏิเสธตลอด…”

เชื่อว่าใครที่เคยผ่านโมเม้นท์เช่นเดียวกับแซมมี่ น่าจะเข้าใจถึงความรู้สึก “การตัดสินใจที่ต้องเปิดใจรับฟัง” รับฟังความต้องการของตัวผู้ป่วยเอง บาลานซ์เหตุและผล บวกกับหาวิธีในการรับมือ

“ปัจจุบันแซมมี่อยู่ในฐานะผู้ดูแล ดูแลคุณพ่อมากว่า 3 ปีแล้ว แม้ว่าก้อนเนื้อร้ายของคุณพ่อจะยังไม่ถูกกำจัดออกไปจากร่างกาย แต่ทุกวันนี้คุณพ่อยังคงแข็งแรง ไปเที่ยวกันแซมมี่ได้ ออกไปข้างนอกตามประสาครอบครัวได้ทุกที่ ที่สำคัญ… เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังช่วยสอนให้แซมมี่สัมผัสได้ถึงคำว่า การให้กำลังใจซึ่งกันและกัน  คุณพ่อแสดงให้เราเห็นว่าท่านมีจิตใจที่แข็งแกร่งมาก ต่อสู้กับเรื่องร้ายๆ ได้อย่างไม่ยอมแพ้ เเละพลังเหล่ายังได้นี้ได้ถูกส่งต่อมาถึงเรา หลังจากนี้ไปแซมมี่สัญญาว่าเรา 2 คนจะคอยเป็นพลังบอกให้แก่กันและกันตลอดไป…”

 

หมออ้อม พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลปะ : “กิน อยู่ จิตใจ สร้างสมดุลชีวิต”

หมออ้อม เราให้ทุกคนฟังถึงประสบการณ์การการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งมากว่า 10 ปี และเหตุผลของการเริ่มเป็นหมอเพราะรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นผู้ป่วยหายดี แข็งแรงขึ้น พร้อมๆ กับเห็นรอยยิ้มของพวกเขา แต่หมออ้อมมักสังเกตเห็นถึงแววตาที่บ่งบอกถึงความเศร้าจากภายในของผู้ป่วยมะเร็งเสมอ ทั้งๆ ที่คนไข้เหล่านั้นได้รับการรักษาขั้นสูงสุด ได้รับยาที่ดีสุด…

“ตอนนั้นเราคิดว่าเราอยากช่วยผู้ป่วยมะเร็งในมุมอื่นที่นอกจากแค่การรักษา เพราะเรารู้ดีว่าเมื่อคนไข้ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี พวกเขาจะกินอาหารไม่ค่อยได้ กินอะไรก็ไม่อร่อย ซึ่งเป็นเอฟเฟคใหญ่ๆ หลังจากที่ได้รับการรักษา ตอนนั้นเราก็คิดแค่ว่าพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้พวกเขากลับมากินอาหารได้เยอะขึ้น เราอยากเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ของพวกเขาระหว่างการรักษาที่มันแสนยากลำบาก”

หมออ้อม เอาจริงจังเรื่องโภชนาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งถึงขั้นไปลงเรียนคอร์สทำอาหารเพื่อจะได้นำทั้งศาสตร์และศิลป์ มาประยุกต์ใช้กับการทำอาหารผู้ป่วย ซึ่งก็ได้ผลดีเกินคาด ผู้ป่วยที่ได้เห็นอาหารสวยๆ ได้รับประทานอาหารที่เกิดจากความตั้งใจของคุณหมอ  ก็ส่งผลให้พวกเขาทานได้เยอะขึ้น และอาหารเหล่านั้นยังมีประโยชน์รวมถึงไม่ส่งผลเสียต่อการรักษาทางการแพทย์อีกด้วย

“ไม่อยากให้คนไข้กินอาหารสุขภาพแล้วเศร้าไปด้วย ทั้งอร่อยทั้งสุขภาพดีมันต้องทำได้สิ”

หมออ้อมยังทิ้งท้ายไว้อีกว่า มีโรคเรื้อรังจำนวนมากที่เกิดจากการบลาลานซ์ชีวิตที่ผิด ซึ่งไม่ใช่แค่โรคมะเร็ง ยังรวมถึงโรคอย่างเบาหวานและโรคอื่นๆ ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่คนไทยเป็นกันมาก โรคเรื้อรังเหล่านี้ล้วนเกิดจากการบาลานซ์ชีวิตที่ผิด และการไม่ควบคุมดูและตนเอง ทั้งในด้านของอาหาร จิตใจ และการดูแลรักษาสุขภาพ

 

พญ. พจนา จิตตวัฒนรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง : มะเร็ง = ตาย? “มันไม่ใช่เเล้ว!

คุณหมอเล่าให้ทุกคนฟังถึงจุดเริ่มต้นในการเริ่มเรียนแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง เนื่องจากการเสียคุณแม่ไปตั้งแต่คุณหมออายุเพียง 10 ขวบ ต้องยอมรับว่าวิวัฒนาการการรักษาโรคมะเร็งในยุคนั้นไม่ได้ดีเทียบเท่ายุคปัจจุบัน

“ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า มะเร็ง คือศัตรูร้ายที่ทำให้เราต้องเสียคนที่เรารักไป… แต่เมื่อได้เข้ามาศึกษาอย่างจริงจัง ก็ได้ทราบว่ามะเร็งคือเซลที่อยู่ในตัวเราทุกคน ร่างกายเราจะมีขบวนการจัดการเซลไม่ดีเหล่านี้ทิ้ง แต่ถ้าวันนึงที่ร่างกายของเราอ่อนแอไม่สามารถจัดการกับเซลร้ายเหล่านี้ได้ จึงทำให้เกิดมะเร็งขึ้นมา

และถ้าถามต่อว่า “มะเร็ง = ตายอย่างเดียวใช่ไม๊” ก็คงต้องตอบว่าไม่ใช่แล้ว เรามองว่าเป็นเเค่การตายไปแค่ครึ่งเดียวมากกว่า คำว่าตายไปแค่ครึ่งเดียวในที่นี้หมายถึง ผู้ป่วยต้องทนรับความเจ็บปวด และใช้เงินในการรักษาสูง แต่ยังมีโอกาสหาย”

ปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งรุดหน้าไปไกลมาก ทั้งในด้านของเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ รวมถึงการรักษา ตัวยาใหม่ๆ

“คุณหมอพจนากล่าวว่า เมื่อ 30 ปีก่อน คนป่วยเป็นโรคร้ายอาจมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกเพียง 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ถ้าเป็นยุคปัจจุบันผู้ป่วยอาจมีชีวิตอยู่ได้ต่ออีกเป็น 5-10 ปี”

 

แม้ว่าเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์รุดหน้าไปสักแค่ไหน แต่ห้ามลืมว่าโรคร้ายก็ไม่เลือกคนเป็นอยู่ดี

“ชีวิตเรามีทางเลือกเสมอ ผู้ป่วยก็มีทางเลือกว่าจะรักษาหรือไม่รักษา เมื่อรักษาแล้วก็สามารถเลือกได้ว่าจะรักษาอย่างมีความสุข… หรือรักษาด้วยความทุกข์
ส่วนคนที่ยังไม่โชคร้าย ก็มีทางเลือกว่าจะใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลือง…หรือเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้
เลือกที่จะมีการวางแผน… หรือไม่สนใจอนาคตข้างหน้า ในฐานะหมอก็เป็นได้แค่เพื่อนร่วมทาง… ที่พร้อมจะอยู่กับคุณทุกเส้นทาง”

แน่นอน… เงื่อนไขในการเจ็บป่วยของคนเรามีไม่เหมือน แต่เราสามารถเริ่มวางแผนชีวิตที่ดีตั้งแต่วันนี้ เพราะในวันข้างหน้านั้นเราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าไม่มีการวางแผน ไม่มีแผนรับมือ ไม่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เราก็อาจกำลังเร่งให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควร

“ดังนั้น..ควรเลิกตั้งเงื่อนไขให้กับชีวิตตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป!”

 

เเละหลังจากจบงาน Talk ดีๆ ได้รับฟังความรู้เเละประสบการณ์เกี่ยวกับมะเร็งจาก 4 วิทยากรบนเวทีเเล้ว อลิอันซ์ อยุธยา ยังได้จัดมินิคอนเสิร์ต จาก ก้อง-สหรัฐ เพื่อให้ทุกคนได้มีความสุขก่อนกลับบ้าน

ภาพบรรยากาศตลาดนัดสุขภาพ เเละมินิคอนเสิร์ตจาก ก้อง-สหรัฐ