ศิลปิน ดารา นักธุรกิจ และผู้มีอิทธิพลทางสังคมมากกว่า 100คน รวมถึงคนไทยเกือบ 15,000 คน แสดงพลังปกป้องช้างทั่วโลกในโครงการรณรงค์ #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง I am #IvoryFree (ไอ แอม ไอวอรี่ฟรี) ด้วยการโพสต์รูปคู่ช้างพร้อมกันบนโซเชียลมีเดีย เพื่อเเสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการซื้อ การใช้ และการให้ ผลิตภัณฑ์งาช้างเป็นของขวัญอีกต่อไป โดยโครงการดังกล่าว เป็นความร่วมมือกัน ระหว่างองค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และ ยูเอสเอด ไวล์ดไลฟ เอเชีย (USAID Wildlife Asia ) ภายใต้องค์การเพื่อการพัฒนา ระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
ทุกปีมีช้างมากถึง 33,000ตัวทุกฆ่าเพื่อเอางาในแอฟริกา เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภค ผลิตภัณฑ์งาช้างในเอเชีย ซึ่งประเทศไทยเป็นทั้งปลายทางและทางผ่านของงาช้างผิดกฎหมายเหล่านั้น

ขณะที่รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการเพื่อแก้ปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี พ.ศ. 2558 รัฐบาลออกพระราชบัญญัติงาช้าง เพื่อควบคุมตลาดค้างาช้างถูกกฎหมายที่มาจากช้างบ้านของไทย ที่เป็นช้างเอเชียเท่านั้น นอกจากนั้นยังได้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กำหนดให้ช้างแอฟริกันเป็น 1 ในสัตว์คุ้มครองของไทย มีผลห้ามการซื้อขายหรือครอบครองงาช้างแอฟริกัน
โครงการรณรงค์ #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 และเพียงช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีดารา ผู้มีชื่อเสียงในสังคมไทยมากกว่าร้อยคน และคนทั่วไป พากันสร้างรูปคู่ช้าง บนเวบไซต์ www.ivoryfreethai.org และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียกันอย่างคึกคัก พร้อมติดแฮชแท็ก #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง #IvoryFree (ไอวอรี่ ฟรี) เพื่อแสดงจุดยืน ว่าไม่สนับสนุนการซื้อ การใช้ และการให้ผลิตภัณฑ์งาช้าง เป็นของขวัญ เพราะงาช้างควรอยู่คู่ช้างเท่านั้น

นอกจากนั้น เพจชื่อดังทางเฟซบุ้ค 11 เพจยังได้ร่วมสร้างสรรค์เนื้อหาในรูปแบบของตนเองเพื่อสร้าง ความตระหนักให้คนทั่วไปได้ทราบถึงผลกระทบของการซื้อ การใช้ผลิตภัณฑ์งาช้างต่อวิกฤตการณ์ฆ่าช้าง เอางาในแอฟริกาอีกด้วย
แม้ผลการสำรวจเมื่อปี 2559 ของเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า หรือทราฟฟิค (TRAFFIC) พบว่าผลิตภัณฑ์งาช้างที่วางจำหน่ายแบบเปิดเผยตามร้านค้าในกรุงเทพฯ มีจำนวนลดลงจาก 7,421 ชิ้นในปี 2557 เหลือเพียง 283 ชิ้นเมื่อปีที่แล้ว หรือลดลงมากถึง 96% แต่การสำรวจตลาดออนไลน์ เมื่อปีีที่แล้วระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม กลับพบผลิตภัณฑ์งาช้างอย่างน้อย 2,550ชิ้น ถูกประกาศ ขายบนเฟซบุ้คและอินสตาแกรมอย่างผิดกฎหมายซึ่งสร้างความกังวลว่าการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างอาจแค่ กำลังโยกย้ายไปสู่โลกออนไลน์เท่านั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ยึดงาช้างแอฟริกันจำนวน 1 กิ่ง กับอีก 28 ท่อน น้ำหนักรวม 41 กิโลกรัมได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และเมื่อวันที่ 17 กันยายน พบซากช้างป่าเพศผู้ถูกลักลอบ ฆ่าเอางาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง จังหวัดชัยภูมิ โดยช้างมีร่องรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืนสองแห่ง และส่วนหัวบริเวณด้านหน้าถูกเฉาะหน้าออกไป พร้อมผ่าหัวกะโหลกเพื่อถอนงา ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการดำเนินการสืบสวนหาผู้กระทำผิด คดีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ไทยยังคงเป็นเป้าหมาย และทางผ่านของงาช้างผิดกฎหมาย

ตราบใดที่ยังมีความต้องการและการยอมรับการใช้ผลิตภัณฑ์งาช้างอยู่ในสังคม ประชากรช้างทั่วโลก ก็จะยิ่งตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ องค์กรไวล์ดเอดกล่าวเตือน
“การลดความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์งาช้าง ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรไวล์ดเอดในความพยายามยุติ การฆ่าช้างเอางา เราหวังว่าการสร้าง ความตระหนักให้สังคมรับรู้ถึงความโหดร้ายที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ งาช้าง จะทำให้สังคมหันหลังให้กับการบริโภคผลิตภัณฑ์งาช้างมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การยุติการฆ่าช้าง เอางาในที่สุด เพราะหยุดซื้อ คือ หยุดฆ่า” มร.จอห์น เบเกอร์ กรรมการผู้จัดการองค์กรไวล์ดเอด กล่าว
และเพื่อเป็นการสร้างค่านิยมใหม่ #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง ให้สอดคล้องกับภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้น กับประชากรช้างโลกในปัจจุบัน องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และองค์การยูเอสเอด ไวล์ดไลฟ เอเชีย (USAID Wildlife Asia) ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมกันสร้างรูปคู่กับช้างที่เวบไซต์ www.ivoryfreethai.org แชร์ผ่านโซเชียลมีเดียทุกประเภทของคุณ พร้อมกับติดแฮชแท็ค #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง และ #IvoryFree โดยสามารถเลือกข้อความรณรงค์ที่ชอบได้

“โครงการรณรงค์ #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง I am #IvoryFree แสดงให้เห็นว่า คนไทยพร้อมใจที่จะช่วยกันสร้าง สังคมที่ #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะพิจารณาเปลี่ยนจุดยืน และเดินหน้าสู่การปิดตลาด ค้างาช้างในประเทศ เพื่อทำให้ไทยเป็นประเทศที่ #IvoryFree #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง ในที่สุด” มร.เบเกอร์ กล่าวเสริม
แม้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส รวมถึงองค์กรอนุรักษ์ระดับนานาชาติ จะชื่นชมความพยายามแก้ปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมายของไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่หลายฝ่ายยังกังวลว่า แนวทางแก้ปัญหาของไทยอาจยังไม่เพียงพอ กรณีของฮ่องกงแสดงให้เห็นแล้วว่า ตลาดการค้างาช้างถูกกฎหมาย เป็นเพียงฉากบังหน้าให้กับการค้า งาผิดกฎหมายเท่านั้น แม้รัฐบาลฮ่องกงมั่นใจว่ามีกลไกต่างๆ ที่สามารถควบคุมการค้าได้

