ดอกบัวคู่ เจาะกลยุทธ์แบรนด์ไทยที่สร้างรายได้หลักพันล้านบาท (วิเคราะห์)

จากที่ตอนนั้นในตลาดยาสีฟันที่วางขายอยู่มีแต่ผลิตภัณฑ์สีขาว ๆ ดูน่าใช้

แต่กลับมีแบรนด์ที่ทำยาสีฟันสมุนไพรออกมาวางขาย

ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม ๆ บีบออกมาแล้วหลายคนคงไม่เลือกหยิบมาใช้แน่ ๆ

แต่จากจุดที่อาจจะมองว่าเป็น Pain Point ในยุคนั้น กลับเป็นจุดแข็งแกร่งของแบรนด์ในวันนี้

ที่ตอนนี้ในตลาดยาสีฟันสมุนไพรแบรนด์ต่าง ๆ ก็มียาสีฟันที่เป็นสีน้ำตาล น้ำตาลอ่อน ๆ ออกมาวางขายด้วยกันมากมาย

“ดอกบัวคู่” ผู้บุกเบิกตลาดยาสีฟันสมุนไพรไทยแท้เมื่อกว่า 40 ปี ก่อน ในวันนี้เขามีรายได้ระดับพันล้านบาท

จากจุดเริ่มต้นในปี 2516 ในตอนนั้นดอกบัวคู่ยังไม่ได้ทำยาสีฟันวางขาย แต่มีจุดเริ่มต้นจากการทำยาสมุนไพรขาย “บุญกิจ ลีเลิศพันธ์” เริ่มศึกษาตำรายาสมุนไพรจากผู้เป็นตาที่มีอาชีพเป็นหมอแผนโบราณ

จากนั้นเขาเริ่มออกขายในรูปแบบรถเร่วิ่งขาย ดูท่าก็เหมือนจะไปได้ดี แต่ก็ต้องมาเจอกับข้อกฎหมาย อย. ต่าง ๆ ทำให้บุญกิจหยุดการผลิตยาขายไป และต้องมานั่งคิดและหาว่าจะทำอาชีพขายอะไรอีกครั้ง

2520 บุญกิจเห็นโอกาสของตลาดยาสีฟันสมุนไพร เพราะในตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์ไหนผลิตยาสีฟันสมุนไพรออกมาวางขาย จะมีเพียงยาสีฟันสมุนไพรที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาค่อนข้างสูงเท่านั้น

บุญกิจจึงหาส่วนผสมตำราทำยาสีฟันสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ จนเกิดมาเป็นผลิตภัณฑ์แรก ยาสีฟันสมุนไพรดอกบัวคู่”

ใช่ว่าทำออกมาแล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะสีของยาสีฟันดอกบัวคู่นั้นมีสีน้ำตาลเข้ม ๆ เอาไปขายใครต่อใครก็ยังไม่มีคนเข้าใจ และไม่กล้าใช้

ต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี ในการที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจถึงกลิ่นของธรรมชาติ และสรรพคุณของสมุนไพรจริง ๆ จากขายบนรถเร่ ก็เปลี่ยนมาเป็นให้ลูกน้องเดินขายไดเร็กเซลล์ไปตามร้ายยี่ปั๊วต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้ามาวางขายในโมเดิร์นเทรดเหมือนทุกวันนี้

ปัจจุบันดอกบัวคู่อยู่ในการบริหารของทายาทรุ่นที่ 2 แล้วอยู่มา 43 ปี ดอกบัวคู่ปรับตัวอย่างไรในวันที่ตลาดยาสีฟันมีแบรนด์ต่าง ๆ มาแข่งขันมากมาย และยังมีรายได้ระดับพันล้านอยู่

มองว่าเพราะการอยู่ในตลาดมาก่อนคู่แข่งของ ‘ดอกบัวคู่’ ได้เปรียบ เพราะมีทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือ และด้วยสรรพคุณที่สามารถบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกิดในช่องปากได้จริง การบอกปากต่อปากของผู้ใช้จริง เป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้ดอกบัวคู่อยู่ได้จนถึงทุกวันนี้

แม้เพนพอยต์ที่บอกไปข้างต้นว่าคือ สีน้ำตาลเข้มของยาสีฟัน แต่เรากลับมองว่ามันคือจุดแข็งที่แบรนด์ตั้งใจส่งความเป็นสมุนไพรแท้แบบ 100% สู่ผู้บริโภค

ประกอบทั้งในยุคปัจจุบันตลาดสินค้าสุขภาพในหลาย ๆ เซกเมนต์มาแรง การที่ยาสีฟันมีสีน้ำตาลเข้ม หรือมีสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีขาวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ผู้คนกล้าลองใช้มากขึ้น

แม้จะขายดีเทน้ำเทท่า แต่ก็ต้องทำตัวหนีคู่แข่ง เพราะทั้งแบรนด์ไทย แบรนด์ต่างชาติก็หันมาเล่นตลาดยาสีฟันสมุนไพรกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น คอลเกตปัญจเวท, ยาสีฟันซอลส์ ตรีผลา, ยาสีฟันเทพไทย, ยาสีฟันออรัลเฮิร์บ, ยาสีฟันก๊กเลี้ยง, ยาสีฟันวิเศษนิยม ฯลฯ  รวมทั้ง position ที่ดูโบราณไม่สามารถจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้

ทุกวันนี้ดอกบัวคู่ทำตัวให้เด็กลง มีการปรับสูตรต่าง ๆ ให้สียาสีฟันไม่เข้มเกินไป ปรับสูตรของเด็ก แต่ก็ยังมีสูตรดั้งเดิมวางขาย นอกจากนี้ ใช้กลยุทธ์พรีเซนเตอร์เข้าสู้ ที่เราเห็นตอนนี้คือ “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” มาเป็นกระบอกเสียงเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น รวมทั้งใบเฟิร์นก็มีฐานแฟนคลับในประเทศอาเซียนไม่น้อย

หากลองย้อนกลับไปยุคนั้นดอกบัวคู่ใช้ ‘ตั๊ก มยุรา’ เป็นพรีเซนเตอร์ ทำโฆษณาทางโทรทัศน์ก็ได้ผลตอบรับดีมากเช่นกัน

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้แบรนด์ไทยที่แต่งตัวดูโบราณแบบนี้ยังไปต่อได้ คือการทำส่งออก

ดอกบัวคู่ ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มทำ แต่ทำมาตั้งนานแล้วส่งผลิตออกไปขายต่างประเทศ จีน สหรัฐอเมริกา ปรับแพ็กเกจจิ้งที่ดูทันสมัยและน่าใช้ ใช้ชื่อแบบตรงตัวภาษาอังกฤษ “Twinlotus” ปัจจุบันทำตลาดไปมากกว่า 10 ประเทศ

และใครว่าดอกบัวคู่มีแค่ยาสีฟันสมุนไพร แต่ดอกบัวคู่ยังมีสินค้ากลุ่ม Personal Care ทั้งสบู่ แชมพูสระผม มีสินค้าเครื่องดื่มอย่าง ‘รังนก’ มีสินค้ากลุ่มยาในชื่อ ‘บุญ’ ที่ทุกผลิตภัณฑ์นั้นจะมีโลโก้วงกลมสีแดง ดอกบัวสีขาว 2 ดอก แปะอยู่

ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือการไม่อยู่กับที่ของดอกบัวคู่ ที่ทายาทรุ่นสองมีเป้าหมายว่า ดอกบัวคู่ต้องมีรายได้ระดับ 3,000 ล้านบาท

ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer