ตลาดพิซซ่า มูลค่าเท่าไร ? วิเคราะห์ภาพรวม พร้อมเผยกลยุทธ์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี

ธุรกิจอาหารโดนกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่น้อย รายได้จากการนั่งทานในร้านหายไปเป็นศูนย์ แต่ละแบรนด์ต่างต้องหาทางรอดด้วยการส่งเดลิเวอรี่ และการซื้อกลับบ้าน

ทำให้ในช่วงที่ผ่านยอดขายจากช่องทางเดลิเวอรี่ของเกือบทุกแบบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

มาตอนนี้ที่ธุรกิจเริ่มกลับมารีสตาร์ท สิ่งที่เป็นข้อท้าทายของธุรกิจอาหารทุกประเภทคือ จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคกลับมานั่งทานในร้านที่ถือเป็นช่องทางรายได้หลักอีกครั้ง

และกลับมานั่งทางในร้านแบบ 100%

เช่นเดียวกับตลาดพิซซ่ามูลค่าหมื่นล้านบาทนี้ ที่ไม่คึกคักเหมือนตลาดเซกเมนต์อื่น อาจจะด้วยสไตล์ของพิซซ่าที่เป็นอาหารอิตาเลียนที่มีความหนักของวัตถุดิบอย่างแป้ง ชีส นม ไข่ จึงอาจจะไม่ได้เป็นอาหารจานหลักที่ผู้บริโภคเลือกกินทุกวัน เหมือนอาหารในกลุ่ม QSR ประเภทอื่น

ภาณุศักดิ์ ซื่อสัตย์บุญ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ พิซซ่า คอมปะนี  ฉายถึงภาพรวมตลาดพิซซ่าในช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์โควิด-19 ว่า ตลาดค่อนข้างเงียบ เพราะผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

“ไฮซีซั่นของตลาดพิซซ่าอยู่ช่วงปลายปี ปีนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าปลายปีนี้จะสามารถเป็นไฮซีซั่นของตลาดพิซซ่าได้หรือไม่ เพราะนักท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับมา และจะกลับมาเหมือนช่วงก่อนโควิด-19 ก็คงต้องใช้เวลา”

ภาณุศักดิ์ ซื่อสัตย์บุญ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ พิซซ่า คอมปะนี

ส่วนตลาดพิซซ่าตอนนี้มีมูลค่าราว 13,000-15,000 ล้านบาท ปีนี้เติบโตไม่มากนักราว 7-8%

ใน ตลาดพิซซ่า เมืองไทยถ้าไม่นับแบรนด์เล็กๆ ผู้เล่นรายหลักในตลาดมีด้วยการอยู่ 3 แบรนด์ คือ The Pizza Company, Pizza Hut  และ Domino Pizza

แบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดที่ครองส่วนแบ่งเกินครึ่งคือ “The Pizza Company” พิซซ่าสัญชาติไทยที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 20 ปี

แล้วเหตุผล และกลยุทธ์อะไรที่ทำให้  “The Pizza Company” ของกลุ่มไมเนอร์ ฟู้ด เติบโต เอาชนะคู่แข่งด้วยการมีส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาดนี้

มองว่า

 

อินไซต์คนไทย แม้จะเป็นอาหารอิตาเลียนสไตล์ฝรั่ง แต่ผู้คนก็ยังต้องการอาหารที่รสชาติครบเครื่อง และถูกปาก การที่พิซซ่า คอมปะนี เป็นแบรนด์ที่เกิดจากคนไทยมองว่าเป็นข้อได้เปรียบกว่าคู่แข่ง

แหล่งข่าวจากพิซซ่า คอมปะนีเปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงแรกที่ทำตลาดพิซซ่า คอมปะนี เน้นเรื่องรสชาติที่ต้องถูกปากคนไทย มีการพัฒนาเมนูต่างๆ ให้รสชาติที่ต้องเข้มข้น และรสจัดจ้าน

แม้ในช่วงแรกจะมีหน้าพิซซ่าให้เลือกมากถึง 30 หน้า แต่ปัจจุบันหน้าที่ขายได้และตอบโจทย์มีอยู่ราว 13 หน้า ซึ่งหน้าที่ขายดีที่สุดคือ ฮาวาเอี้ยน

โปรโมชั่น ที่เป็นกลยุทธ์การตลาดชั้นดี แม้จะต้องแลกมากับการที่กำไรลดลง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ยอดทราฟฟิกที่ผู้บริโภคเลือกมากินมากขึ้น

โปรโมชั่นที่ทำยอดเติบโตมากที่สุดคือ 1 แถม 1 ที่ทุกแบรนด์ในตลาดทำอยู่ และทำอยู่บ่อยครั้ง แต่พิซซ่า คอมปะนีเลือกทำปีละ 1 ครั้ง คือ ช่วงเดือนเกิดของพิซซ่า คอมปะนี เฉพาะเดือนมี.ค. เท่านั้น

เกมที่พิซซ่า คอมปะนี ที่เลือกทำปีละครั้ง เพราะมองว่าการทำโปรโมชั่นตลอดเวลาไม่ได้เป็นการทำให้ผู้บริโภคอยากกินมากขึ้น แต่อาจจะทำให้ลูกค้าปันใจไปเลือกกินอาหารประเภทอื่นแทน

แต่ในปีนี้พิซซ่า คอมปะนีเลือกที่จะทำโปรโมชั่น  1 แถม 1 อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ด้วยการส่งแคมเปญ “พิซซ่าซึ้ง ๆ มาให้เธอ” ผ่านกิมมิคพิเศษที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกข้อความซึ้งเพื่อบอกแทนความในใจได้

ภาณุศักดิ์ ระบุว่า การทำโปรโมชั่น 1แถม 1 และแคมเปญเพื่อกระตุ้นตลาดปลายปีที่เป็นช่วงไฮซีซั่น โดยแคมเปญที่ทำออกมานี้เกิดมาจากอินไซต์ของผู้บริโภคทั้งนั้น

จากแคมเปญที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้กับพิซซ่า นิวยอร์กพิซซ่า XXXL 18 นิ้ว และโปรโมชั่นต่างๆ ปล่อยออกในช่วงไตรมาส 3  และ 4 คาดว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยอดขายจะเติบโตชึ้นอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สาขา คืออีกข้อได้เปรียบที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด และพิซซ่า คอมปะนี ในตอนนี้ก็มีสาขามากที่สุดในบรรดาผู้เล่นหลัก

พิซซ่า คอมปะนี มีสาขา 426  สาขา

พิซซ่า ฮัท มีสาขา 158 สาขา

ส่วนโดมิโน่ พิซซ่า มีแค่ 27 สาขาเท่านั้น

แม้จะมีสาขามากที่สุด แต่ในสถานการณ์โควิด-19 กำลังซื้อ เศรษฐกิจชะละตัว ก็มีผลกระทบเหมือนกัน  ภาณุศักดิ์ ระบุว่า พิซซ่า คอมปะนีในปีนี้มีการปิดทั้งสาขาชั่วคราว และถาวรลงไปบ้าง

สาขาที่ปิดชั่วคราวตอนนี้มีอยู่ราว 7 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่คือสาขาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนสาขาที่ปิดถาวรเลยมีอยู่ 4 สาขา คือ เมญ่า เชียงใหม่ เดอะมาร์เก็ต เซ็นทรัลลาดพร้าว และเอเชียทีค

และอาจจะมีเพิ่มในสาขาที่ไม่ทำกำไร ซึ่งสาขาที่ปิดไปนั้น ก็ยังมีสาขาอื่นๆ ในละแวกเดียวที่สามารถให้บริการได้

ส่วนปีหน้าถ้าตลาดกลับมาดี แน่นอนว่าพิซซ่า คอมปะนี ก็จะต้องมีการลงทุนเพิ่มแน่นอน

เมนู แปลกใหม่อย่างเดียวไม่พอ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคต้องการความคุ้มค่า แปลกใหม่ และรสชาติที่อร่อยควบคู่กันไป

ซึ่งอีกหนึ่งความท้าทายของการทำรสชาติ และเมนูใหม่ๆ ออกมาคือ เมนูที่ออกใหม่เหล่านี้ปัจจุบันไม่สามารถยืนระยะสร้างยอดขายให้ได้นานเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

จากเดิมที่สามารถกระตุ้นตลาดสร้างยอดขายได้ราว 6 เดือน ตอนนี้ก็เหลือแค่เพียง 2 เดือนเท่านั้น เพราะทุกร้านในตลาดโดยเฉพาะรายเล็กๆ ก็ทำสินค้าใหม่ออกมาหมด ส่วนแบรนด์ใหญ่ๆ ก็เน้นทำโปรโมชั่น

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer