ความรักน่าจะเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของคนทุกเพศทุกวัย และปัญหานี้มักทำให้รำคาญใจไม่น้อย เพราะบางทีมันอาจทำให้กระวนกระวายใจจนไม่เป็นอันทำอะไรทั้งวัน

ในประเทศจีน ชีวิตรัก การหาคู่ครอง การแต่งงาน เป็นเรื่องใหญ่ของชาวจีน บางครั้งความรักกลายเป็นเรื่องเครียด เพราะคนอยากจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้
ทำให้เยาวชนจีนหมกมุ่นอยู่กับความรักจนกระทบกับชีวิตประจำวัน

ผุดไอเดียธุรกิจ คนยอมจ่ายเงินเพื่อรับคำด่าเตือนสติจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ตั้งตนเป็นผู้นำ บ้างมองว่ากระแสที่กำลังเติบโตนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘การประจานต่อสาธารณะ’

กระแสนี้เริ่มจากในไลฟ์สด เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งมาระบายความในใจให้คนแปลกหน้าฟัง ภูมิหลังของเธอได้รับการศึกษาอย่างดี มาจากครอบครัวร่ำรวย แต่กลับตกหลุมรักชายที่อายุมากกว่า ซ้ำยังยากจนและเขาไม่ได้รักเธอ

Taozai อินฟลูเอนเซอร์ที่ไลฟ์สตรีมมิ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย มีผู้ติดตามเกือบ 2 ล้านคน ด้วยสไตล์การพูดที่ตรงไปตรงมาและดุดันทำให้คนดูถูกใจเป็นอย่างมาก เขามักตอบกลับปัญหาด้วยถ้อยคำที่เรียกว่าฟังแล้วถึงกับตาสว่าง

สำหรับคนอื่นอาจดูเหมือนเป็นการประจานต่อหน้าสาธารณชน แต่สำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมากในประเทศจีนกลับชื่นชอบอย่างมาก และการถูกด่าแบบนี้ก็กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปบนโลกอินเทอร์เน็ต มีผู้คนนับพันแห่กันไปชมการถ่ายทอดสด

วิดีโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคลิปหนึ่งของ Taozai คือการบอกกับชายคนหนึ่งที่บ่นแฟนสาวของตัวเองว่าเป็นคนไม่มีความทะเยอทะยาน เขาตอบกลับชายคนนั้นไปว่า “คุณก็พอกันนั่นแหละ มีแต่แมลงวันเท่านั้นที่เกาะอยู่บนมูลสัตว์”

นอกจากนั้นยังมีคอร์สแบบเสียเงิน โดยที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์จะเสนอบริการรับตำหนิเพื่อให้ได้สติ โดยที่ผู้ติดตามต้องจ่ายเงิน 1,800 หยวน (8,000 บาท) เพื่อสมัครสมาชิกรายปี ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การไม่ต้องรอคิวเพื่อเข้าร่วมการถ่ายทอดสด และการปรึกษาแบบตัวต่อตัวผ่านข้อความ

คำว่า “love brained” หรือสมองหลงรัก เป็นแนวคิดเฉพาะในประเทศจีน เอาไว้ใช้เรียกคนที่สูญเสียเหตุผลไปเพราะลุ่มหลงในความรัก หากเป็นประเทศไทยคงใช้คำว่า “ความรักทำให้คนตาบอด”

บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลายแห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ มีร้านค้าจำนวนมากเปิดจำหน่ายแพ็กเกจการให้บริการเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ ผู้ซื้อสามารถเลือกแพ็กเกจต่าง ๆ เช่น จ้างโทรไปตำหนิเป็นเวลา 30 นาที คิดราคา 60 หยวน (270 บาท) ซึ่งบางร้านมียอดขายต่อเดือนถึงกว่า 3,000 รายการ

ได้รับคำรีวิว เช่น คำติเตียนของที่ปรึกษาเป็นเหมือนการปลุกให้ตื่นใน 30 นาที ช่วยให้ลืมแฟนเก่าได้อย่างหมดจด ซึ่งประหยัดกว่าการไปพบนักบำบัดมาก

เมื่อลองเทียบราคาปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับนักจิตวิทยาในเมืองชั้นนำของจีน จะมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 500 ถึง 2,000 หยวนต่อชั่วโมง (2,250 ถึง 9,000 บาท)

นักจิตวิทยาเคยอธิบายว่า เมื่อคนเราถูกครอบงำด้วยอารมณ์ด้านลบ กลไกการป้องกันทางความคิดของสมองจะทำให้ไตร่ตรองตนเองได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนั้น การตอบสนองจากภายนอกที่รุนแรงอย่างการตำหนิ มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเองได้มากกว่า

แต่ก็เป็นที่น่ากังวลว่าหากผู้ที่เรียกตัวเองว่าโค้ชด้านอารมณ์เหล่านั้นขาดคุณสมบัติและการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจทำให้บางคนเผยแพร่ทัศนคติผิด ๆ เกี่ยวกับความรักได้

ซึ่งการตำหนินั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์โรแมนติกเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับการเรียน อย่างเช่นการสอนภาษาอังกฤษที่ครูใช้สไตล์การสอนแบบกลายร่างเป็นปีศาจเมื่อนักเรียนไม่ฟัง เป็นสไตล์ “รักแต่เข้มงวด” ซึ่งช่วยฟื้นฟูพลังงานและช่วยให้นักเรียนกลับมามีความมั่นใจในการเรียนอีกครั้ง

เศรษฐกิจอารมณ์หมื่นล้าน

หนังสือพิมพ์เหรินหมินเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลจีน อ้างรายงานอุตสาหกรรมที่แสดงให้เห็นว่า ตลาดเศรษฐกิจด้านอารมณ์ของประเทศ (Emotional Economy) มีมูลค่าถึง 2.3 ล้านล้านหยวน (10,300 ล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะเกิน 4.5 ล้านล้านหยวน ภายในปี 2029

จากในปี 2024 ยอดขายลาบูบู้ส่งให้บริษัทป๊อปมาร์ททำรายได้สูงถึง 6 หมื่นล้านบาท และในเดือนมกราคม โรงงานแห่งหนึ่งในจีนผลิตตุ๊กตาผิดรูป ทำให้ตุ๊กตาม้าอันเป็นของมงคลต้อนรับปีใหม่กลับมีใบหน้าปากคว่ำเหมือนกำลังร้องไห้ แต่ความผิดพลาดนั้นกลับสร้างความสำเร็จแบบไม่คาดคิด มันกลายเป็นไวรัลสุดฮาของชาวเน็ตจีน คนตั้งชื่อให้ว่า cry-cry horse หรือ “ม้าขี้แย” มีผู้ชมปาไปกว่า 100 ล้านวิวบน Weibo จนโรงงานต้องรีบปรับสายการผลิตชั่วข้ามคืน จากเดิมที่ใช้สายการผลิต 2 สาย เพิ่มเป็น 10 สาย

สะท้อนแนวโน้มว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตวิทยาต่อความเหนื่อยล้าทางสังคม เนื่องจากของเล่นนุ่มนิ่มเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางอารมณ์สำหรับผู้บริโภคที่กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนและความกดดันในแต่ละวัน

แม้ว่าเศรษฐกิจเชิงอารมณ์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ยังคงได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาของแพลตฟอร์มดิจิทัลและความขัดแย้งทางสังคมที่เกิดขึ้นใหม่

เศรษฐกิจเชิงอารมณ์ Emotional Economy

เศรษฐกิจเชิงอารมณ์คือการเปลี่ยนจากการบริโภคที่เน้นประโยชน์ใช้สอยไปสู่ประสบการณ์ที่ส่งเสริมความสุขในใจ ผู้บริโภคจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าที่ช่วยบรรเทาความวิตกกังวล หรือสอดคล้องกับค่านิยมของพวกเขา ก้าวข้ามขีดจำกัดของราคาและฟังก์ชันการใช้งาน ใช้ความรู้สึกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

เศรษฐกิจเชิงอารมณ์ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภครุ่นใหม่ (Gen Z) ครอบคลุมสินค้าสะสม เช่น ลาบูบู้ วัฒนธรรมสินค้าที่ระลึก (guzi) เช่น เข็มกลัด ป้าย อันเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอนิเมะ เกม และนิยายที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์และสร้างพื้นที่เซฟโซน รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง และประสบการณ์ส่วนบุคคล

อย่างไรก็ดี บริการที่เน้นเรื่องความรักและบริการที่ไม่เหมือนใครกำลังเติบโตอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การเช่าคนรักเสมือนจริง บริการเป็นคู่สนทนาทางอารมณ์ และแม้แต่บริการด่าเรียกสติ ได้บ่งชี้ถึงความต้องการการปลดปล่อยอารมณ์อย่างเป็นระบบ


อ้างอิง The Star, SCMP,