เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับญาติอยู่คนหนึ่งซึ่งมีอายุประมาณ 52 ปี ญาติของผมคนนี้เป็นคนทำงานในบริษัทด้านกฎหมายและมีรายได้ที่จัดว่าสูง และตัวเขาเองก็มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้มีการซื้อประกันหรือกองทุน LTF และ RMF สำหรับลดหย่อนภาษีเลย โดยให้เหตุผลว่าไม่ชอบความเสี่ยงและความผันผวน และที่ไม่ซื้อประกันสะสมทรัพย์เลยเนื่องจากตัวเขาไม่ชอบคำว่าประกันและมองว่าเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและยังมีอิสระในการถือครองและขายมากกว่าด้วย แต่ตอนนี้เขาเริ่มมีความคิดที่เปลี่ยนไปและต้องการที่จะเริ่มซื้อเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้เพื่อลดหย่อนภาษีแล้ว ก็เลยคุยกันยาวพอสมควร เลยมีความคิดที่จะเขียนบทความเกี่ยวกับการออมสำหรับคนวัยนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันครับ

คนที่อายุ 50+ สมัยนี้ จะว่าไปภาระทางกายและทางการเงินก็ถือว่าลดลงไปพอสมควรจากหน้าที่การงานที่เรียกได้ว่ามีคนมาช่วยทำเยอะ เน้นไปในทางใช้ประสบการณ์และการบริหารเป็นหลัก สำหรับด้านทางการเงินก็เช่นกัน รายได้ของคนวัยนี้ได้เข้าสู่จุดสูงสุดของชีวิต ภาระหนี้ก้อนใหญ่ๆ อย่างเช่นหนี้ที่อยู่อาศัยก็น่าจะเหลือน้อยหรือหมดแล้ว รายจ่ายหลักๆ น่าจะเป็นเรื่องของลูกมากกว่า จากการสังเกตุของตัวผู้เขียนเอง ลูกของคนอายุ 50+ สมัยนี้หลายๆ คนยังอยู่ในวัยเรียนมัธยมกันอยู่เลย ถ้าลูกอยู่มหาวิทยาลัยคือส่วนใหญ่จะอายุ 50+ แบบใกล้ ๆ 60 แล้วเนื่องจากแต่งงานกันช้าลงและมีลูกช้ากว่าเดิม ไม่เหมือนกับช่วงเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่คนอายุ 50+ ความรับผิดชอบจะเบาไปมากเพราะลูกๆ เรียนใกล้จบหรือจบกันไปเกือบหมด และในอนาคตข้างหน้าก็มีแนวโน้มว่าวัฎจักรแบบนี้จะเลื่อนออกไปอีกเพราะแต่งงานกันช้าและมีลูกช้ากว่าเดิมเสียอีก  ดังนั้น แผนของการออม การลงทุน และการเกษียณ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย พฤติกรรม และปัจจัยแวดล้อม

นอกจากนี้ ไม่ใช่เรื่องของสุขภาพทางการเงินเพียงอย่างเดียว สุขภาพทางกายและจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน มาดูกันว่าคนในวัย 50+ ควรมีแผนในด้านการออมและการลงทุนอย่างไร เพื่อจะได้เข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุขและพร้อมส่งต่อสิ่งที่สร้างมาทั้งหมดให้กับลูกหลาน

เร่งใช้หนี้ให้หมด

ถ้ายังมีหนี้สินโดยเฉพาะหนี้สินระยะยาวอย่างที่อยู่อาศัย ต้องพยายามรีบเคลียร์ให้หมดเร็วที่สุด เพราะวัยนี้เป็นวัยที่ไม่ควรจะมีหนี้ระยะยาวมากสักเท่าไหร่แล้ว ยิ่งเคลียร์หมดเร็วเท่าไหร่ก็จะมีเงินเหลือสำหรับการเกษียณมากขึ้นเท่านั้น และนอกจากจะเร่งเคลียร์หนี้ให้หมดแล้ว ก็พยายามอย่าไปสร้างหนี้ใหม่เพิ่มเติม อะไรเช่าได้ก็เช่าเอา อย่าคิดแค่ว่าถ้าเราเช่าเราจะไม่ได้มีความเป็นเจ้าของ แต่ถ้าผ่อน ถึงจะเสียดอกแต่วันหนึ่งก็จะเป็นของเรา อย่าลืมว่าเราเหลือเวลาในการทำงานไม่มากแล้ว รายได้ของเราจะถึงจุดสูงสุดก็ช่วงนี้แหละ เมื่อหนี้ที่มีลดน้อยลงไปก็ต้องจัดเต็มเรื่องการออม เอาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปเลย

ลงทุนเพื่อการเกษียณช่วงสุดท้าย อย่ากลัวเกินไป

มีความเชื่ออยู่แบบหนึ่งที่ว่าใกล้เกษียณแล้ว อายุมากแล้ว ลงอะไรที่ความเสี่ยงต่ำไปเลยดีกว่า มันก็เป็นความเชื่อที่ไม่ผิด แต่มันอาจจะไม่เหมาะกับเป้าหมายการเกษียณของเรา ถ้าการเกษียณของเรายังถือว่าอีกไกลพอสมควรแล้วเอาแต่ลงทุนในกองทุนที่มีแต่ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ได้ผลตอบแทนปีนึงไม่ถึง 1% มันก็ยากที่เงินลงทุนของเราจะเติบโตทันในวันที่เราจะต้องเกษียณ ถ้ารับความเสี่ยงในหุ้นไม่ได้จริง ๆ ลงแล้วรู้สึกว่าไม่สบายใจนอนไม่หลับ อย่างน้อยก็เลือกลงทุนในตราสารหนี้เช่นหุ้นกู้เป็นตัว ๆ ไปเลย เลือกบริษัทที่เครดิตเรทติ้งสูงหน่อยเข้าไว้ อย่างน้อยก็ยังได้ดอกเบี้ยในระดับ 2% กลาง ๆ ถึง 3% ต้น ๆ

สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ แนะนำให้ใช้เครื่องมือลดหย่อนภาษีให้เต็มที่ก่อนเช่น ประกันชีวิต RMF SSF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบจัดเต็มไปเลย และเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่อยากให้มีไว้คือประกันบำนาญ ประกันตัวนี้เป็นอะไรที่หลายๆ คนไม่รู้จักกันหรือมองข้าม ข้อดีมาก ๆ ของประกันตัวนี้ คือ จะมีกระแสเงินสดออกมาให้หลังเกษียณ สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนได้อย่างดี ทางด้านพอร์ต SSF และ RMF พยายามจัดพอร์ตให้มีหุ้นอยู่ประมาณ 40 – 60% สำหรับตราสารหนี้ก็อยู่ในระดับ 40 – 60% อย่ากังวลมากเกินไปในเรื่องความผันผวนของหุ้น เราสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยกระจายการลงทุนไปที่ประเทศอื่น ๆ ได้ด้วยผ่านกองทุน SSF และ RMF ปีไหนที่ตลาดหุ้นลงหนักๆ ก็อย่าไปกลัวมากถือว่าได้ซื้อของถูก วัฏจักรหุ้นขึ้นหุ้นลงมีมาตลอดเป็นร้อยปีแล้ว ไม่ต้องกลัวว่ามันจะลงแล้วลงตลอดไป ลงทุนระยะยาวและสม่ำเสมอคือจุดแข็งที่จะลดความผันผวนลงไปได้ ถ้าสามารถจัดเต็มสำหรับเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีได้ ปีนึงเราจะมีเงินเก็บเพื่อการเกษียณถึง 600,000 บาทเลยทีเดียว นับว่าไม่น้อยเลย และสุดท้ายเมื่อลดหย่อนภาษีเต็มที่แล้วก็ยังมีเงินเหลือ อาจจะพิจารณาซื้อกองทุนแบบปกติเพิ่มเติมได้เช่นกันนะครับ

ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย (Automation)

ยุคดิจิทัลทำให้เราสะดวกสบายขึ้นในหลายๆ เรื่อง รวมไปถึงเรื่องการออมการลงทุนด้วยเช่นกัน ถ้าเรากลัวว่าเราจะไม่มีวินัยในการออมหรือการลงทุนที่ดีพอ ก็ใช้ระบบ DCA (ลงทุนสม่ำเสมอในจำนวนเงินที่เท่ากันตามเวลาที่เรากำหนด) ผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินต่างๆ เราจะได้ออมก่อนใช้แน่นอนสามารถระบุได้เลยว่าให้หักเดือนละเท่าไหร่และเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของเรา แถมมีผู้เชี่ยวชาญคอยปรับพอร์ตหรือนโยบายการลงทุนให้เราเป็นระยะ ๆ ด้วย เราไม่ต้องมาปวดหัวกับเรื่องที่เราไม่ถนัด ปล่อยหน้าที่นี้ให้มืออาชีพไป เราแค่ใส่เงินเข้าไปอย่างเดียวพอ

ปรับแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วง

ยุคนี้ถือเป็นยุคที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่า การเติบโตต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ หรือ Low Growth, Low Rate เวลาที่เราวางแผนในการเกษียณไว้ เราอาจจะคิดว่าเงินที่เราลงทุนในสินทรัพย์บางอย่าง และได้คาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ตามที่คาดคะเนไว้ จริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้ดีขนาดนั้นและไม่สามารถทำให้เงินสำหรับการเกษียณมันเติบโตได้มากพอ ดังนั้น เราควรจะต้องมีการปรับแผนการเกษียณของเราอยู่เป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายแล้วจริง ๆ สำหรับวัย 50+ ถ้าเข้าสู่วัยนี้แล้วยังไม่จริงจังกับแผนเกษียณ รับรองว่าแค่เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับประกันสังคมไม่เพียงพอแน่ เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ เป็นความจริงที่น่าเจ็บปวดแต่ก็ต้องยอมรับ ถ้าเราคิดว่าไม่มีความรู้ในการจัดการก็หาตัวช่วยในการจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็นนักวางแผนทางการเงินหรือว่าแอปพลิเคชันที่ทางสถาบันการเงินให้บริการ รับรองว่าง่ายและสะดวกกว่าที่คิด อย่าเห็นว่าเรื่องการจัดการทางการเงินเป็นเรื่องไกลตัว ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำแบบนี้และน่าจะต่ำไปอีกนาน การวางแผนและการจัดการด้านการเงินยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นครับ

บทความโดย เพิ่มศักดิ์ จักร์มงคลชัย รองผู้อำนวยการ
ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer