ทิศทางด้านพลังงานที่เปลี่ยนไป ทำให้สองยักษ์ใหญ่เพิ่มน้ำหนักความสำคัญให้ธุรกิจ Non Oil โดยทั้ง Shell และ BP ต่างตั้งเป้าขยายสาขาร้านสะดวกซื้อในปั๊มทั่วโลกเพิ่มขึ้น หลังความต้องการน้ำมันทั่วโลกลดลง สวนทางกับรถพลังงานไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มขึ้น ประกอบกับปีนี้ ‘ป่วยหนักจนเซ’ จากวิกฤตโควิด

ปั้มเชลล์ Non Oil

ธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจลำดับต้นๆ ของโลกที่ทำเงินได้มหาศาลในแต่ละปี ส่งผลให้มูลค่าแบรนด์ของสองเบอร์ใหญ่ในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

Shell ครองตำแหน่งแบรนด์น้ำมัน และแก๊สมูลค่าสูงสุดในโลกมาหลายปี โดย ปี 2019 มูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 42,295 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.27 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 36,783 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ของปี 2017

ส่วน BP แม้ปี 2019 ตามมาในอันดับ 5 แต่มูลค่าแบรนด์ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน จาก 18,857 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 568,000 ล้านบาท) เมื่อปี 2017 เพิ่มเป็น 22,675 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 683,000 ล้านบาท) ในปี 2019

ปั้้ม BP Nonoil

อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมน้ำมันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตามความต้องการน้ำมันทั่วโลกที่ลดลง การหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลแทบทุกประเทศ และลูกค้าหลักอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็เริ่มหันมาผลิตรถไฟฟ้า (EV – Electric Vehicle) กันอย่างคึกคัก ตามความต้องการของผู้บริโภค

แบรนด์น้ำมันทั้งสองต่างรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยในส่วนของ BP ตั้งเป้าขยายจุดชาร์จไฟทั่วโลกเพิ่มเป็น 70,000 แห่งทั่วโลก

bp-

ทว่าการระบาดของโควิด-19 ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันเจอวิกฤตในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมาตรการ Lockdown และการงดเดินทางของคนทั่วโลก ทำให้น้ำมันที่ขุดเจาะและกลั่นแล้วกลับไม่เป็นที่ต้องการ จนนำมาสู่ปรากฏการณ์น้ำมันติดลบ  

Shell ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากวิกฤตโควิด ต้องลดการจ่ายเงินปันผลให้บรรดาผู้ถือหุ้นลง 2 ใน 3 เป็นครั้งแรกนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2

Oil-Tank

และขณะที่โลกทั้งใบแทบเป็นอัมพาตจากวิกฤตครั้งนี้ (เมื่อช่วงพฤษภาคม) ยังทำให้ Shell เสียตำแหน่งบริษัทมูลค่าสูงสุดในดัชนี FTSE ของตลาดหลักทรัพย์อังกฤษไปให้กับบริษัทยา Astrazeneca ที่กำลังพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสตัวนี้อยู่ ณ เวลานั้นอีกด้วย 

BP-Layoff-3

ฝ่าย BP ก็ป่วยหนักไม่แพ้กัน จนต้องแก้สถานการณ์ด้วยการปลดพนักงาน 10,000 คน คิดเป็น 15% จากพนักงาน 70,000 คนทั่วโลก ท่ามกลางการประเมินว่าปีนี้วิกฤตโควิดจะสร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สธรรมชาติทั่วโลก สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32.5 ล้านล้านบาท)

สะดวกซื้อ Nonoil

ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้กลุ่มธุรกิจ Non Oil เริ่มขยับบทบาทจากพระรอง และอาจได้เป็นพระเอก โดยทั้ง Shell และ BP ให้ข้อมูลตรงกันว่า หลังสถานการณ์ระบาดเริ่มดีขึ้นผู้คนจะซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มเป็นจำนวนมากทุกครั้งเมื่อมาเติมน้ำมัน

Shell เผยว่าสถานการณ์ทางการเงินกำลังดีขึ้น โดย 60% ของรายได้ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา มาจากร้านสะดวกซื้อในปั๊ม และคาดว่าอีก 5 ปีจากนี้ ธุรกิจในส่วนนี้จะโต 6-7% ต่อปี โดยเมื่อถึงกรอบเวลาดังกล่าว ตั้งเป้าขยายสาขาร้านสะดวกซื้อในปั๊มทั่วโลกให้เพิ่มเป็น 55,000 แห่ง

Shell Logo

 

ขณะที่ BP ก็มีข่าวดีจากธุรกิจ Non Oil เช่นกัน 5 ปีที่ผ่านมาทำเงินจากร้านสะดวกซื้อในปั๊มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องปีละ 8% โดยอีก 10 ปีจากนี้ ตั้งเป้าขยายสาขาร้านสะดวกซื้อในปั๊มทั่วโลกเพิ่มเป็น 29,000 แห่ง

ในอีกไม่กี่ปีจากนี้ ทั้ง Shell และ BP เชื่อว่าร้านสะดวกซื้อในปั๊มยังมีอนาคตสดใส เพราะแม้จำนวนรถ EV จะเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคคงต้องเข้าไปจับจ่ายใช้สอยบ้างไม่มากก็น้อย ระหว่างจอดรถชาร์จไฟที่ต้องใช้เวลาราว 10-15 นาที

ทว่า Shell กับ BP และบริษัทน้ำมันอื่นๆ ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน เพราะบรรดายักษ์ค้าปลีกโดยเฉพาะในยุโรปอย่าง Tesco และ Carrefour ก็มีจุดชาร์จไฟสำหรับรถ EV แล้ว / reuters, cnbc, theguardian, branddirectory

FYI-4

NonOil_info



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer