เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลงในระยะสั้นจากการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 แต่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2564 ตามปัจจัยสนับสนุนจากวัคซีน มาตรการกระตุ้น และแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น

GDP ของเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ในปีหน้า จะยังไม่กลับไปที่ระดับของปี 2562 ยกเว้นจีนที่ GDP เป็นบวกในปีนี้

แล้วเศรษฐกิจไทยในปีหน้าเป็นอย่างไร

EIC โดย ยรรยง ไทยเจริญ เปิดเผยให้ฟังว่า ในไตรมาส 3 การฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนที่ดีกว่าคาด ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวน้อยกว่าที่เคยคาดไว้

GDP ล่าสุดในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยหดตัวที่ -6.4% YOY ซึ่งเป็นอัตราหดตัวที่น้อยกว่าที่ตลาดคาด เป็นผลจากการฟื้นตัวเร็วของการบริโภคภาคเอกชนตามปัจจัยชั่วคราวของการมีวันหยุดเพิ่มเติม และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ

ส่วนในไตรมาส 4 มองว่า เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลง จากการกลับมาระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศทั่วโลก

รวมถึงการกลับมาระบาดในไทยเองที่มีขึ้นส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในประเทศในระยะสั้นได้

ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะหดตัวที่ -6.5% ดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ -7.8%

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2564 EIC คาดว่า จะขยายตัวที่ 3.8% แม้จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกจากฐานที่ต่ำ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เม็ดเงินของภาครัฐทั้งจากในงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
รวมถึงการกระจายวัคซีนในช่วงครึ่งหลังของปี

แต่ผลของแผลเป็นทางเศรษฐกิจจะยังคงกดดันการฟื้นตัวของอุปสงค์ภาคเอกชน ในส่วนของเม็ดเงินจากภาครัฐ คาดว่าจะมีจำนวนมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีราว 9.8% นอกจากนี้ ยังมีวงเงินเหลือจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท อีกประมาณ 5 แสนล้านที่รัฐสามารถใช้ได้ในปี 2564

โดยปัจจัยกดดันจากแผลเป็นเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย

1. การเปิด-ปิดกิจการที่ซบเซายังมีแนวโน้มที่แย่ลง พบว่าการเปิดกิจการใหม่ในเดือน ต.ค. หดตัว -6.1% นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน
ขณะที่ภาพรวม 10 เดือนแรกของปี การเปิดกิจการใหม่หดตัวรวม -12.3% ส่วนการปิดกิจการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เฉพาะในเดือน ต.ค. มีการปิดกิจการเพิ่มขึ้นถึง 54.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ส่วนใหญ่กว่า 99% ของกิจการที่ปิดตัวลงเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ส่วน 1% ที่เหลือเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

2. สภาวะตลาดแรงงานยังซบเซา ทั้งจากการว่างงานสูง การทำงานระดับต่ำเพิ่มขึ้น รวมทั้งจำนวนคนว่างงานชั่วคราวมีมาก แรงงานที่ต้องเปลี่ยนไปทำงานที่มีรายได้น้อยลง

และ 3. ปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยครัวเรือนของไทยเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ซึ่งไตรมาส 2 ของปีนี้ นับเป็นช่วงที่อัตราหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 83.8%

โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

ทำให้แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ในปีหน้า แต่ยังต้องพึ่งพาการใช้จ่ายของภาครัฐค่อนข้างมาก และ GDP ทั้งปีในปี 2564 จะยังต่ำกว่าระดับในปี 2562

และคาดว่า GDP จะกลับมาเท่ากับระดับปี 2562 ในปี 2565

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer