ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 ตลอดจน ณ วินาทีที่ผู้เขียนกำลังพิมพ์ตัวหนังสือลงบนบทความนี้ เราทุกคนต่างได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ COVID-19 ที่เชื่อได้ว่า ทำให้เราได้ตื่นรู้ถึงความไม่แน่นอนของโลก เราได้เห็นสถิติการใช้การตลาดออนไลน์ที่มีตัวเลขโตขึ้นจนน่าแปลกใจ (ในบางแพลตฟอร์ม) และด้วยสถานการณ์เช่นนี้เองจึงทำให้เราได้สัมผัสถึงศักยภาพของมนุษย์ที่สามารถพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มต่างๆ จนทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่กลับมาช่วยเราในมหาวิกฤตครั้งนี้

บทความนี้เราจะมาสรุปตัวเลขสถิติการใช้การตลาดออนไลน์พร้อมกับเปิดเทรนด์ Digital Marketing 2021 เพื่อเป็นแนวทางสำหรับธุรกิจต่างๆ จะได้พร้อมรับมือ เป็นไอเดียในการปรับตัวให้อยู่รอดในยุคที่เราเรียกว่า “New Normal” หากพร้อมแล้วเรามาดูไปพร้อมๆ กันว่าตั้งแต่ต้นปี 2020 มานี้ โลกมีเทรนด์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

COVID-19 ส่งผลกระทบอะไรต่อเทรนด์ Digital Marketing บ้าง

เป็นอันทราบกันดีว่าทุกๆ ธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างมากในสถานการณ์นี้ เนื่องจาก “กระแสเงินสด” คือสิ่งสำคัญที่สุดในการประคองธุรกิจต่างๆ เอาไว้ แต่แน่นอนว่าพอเจอสถานการณ์เช่นนี้ ผู้คนต่างมีการเก็บเงินกันมากขึ้น เริ่มใช้จ่ายสิ่งของที่ไม่จำเป็นน้อยลงอย่างมาก ดังนั้นธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการที่ไม่ใช่ปัจจัย 4 ก็ยิ่งได้รับผลกระทบเป็นสองเท่า จึงส่งผลให้ธุรกิจนับไม่ถ้วนต่างต้องรัดเข็มขัดในการใช้จ่ายโดยเฉพาะกับ “ค่าโฆษณาออนไลน์”

แต่ด้วยเหตุนี้เอง จึงส่งผลให้เราได้เห็นสถิติการใช้การตลาดออนไลน์ในฝั่งโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างๆ มีราคาถูกลงทั้งในรูปแบบของ CPC (Cost Per Click) หรือ CPM (Cost Per 1,000 Impressions) ที่น่าตกใจคือในธุรกิจบางประเภท อาทิ แฟชั่น ความงาม ฯลฯ มีตัวเลขลดลงถึง 20% นั่นเป็นเพราะการแข่งขันที่ลดลง แต่แน่นอนว่ามีบางธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงขึ้นทำให้ค่าโฆษณาสูงขึ้นด้วย เช่น ธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ บริการฆ่าเชื้อโรค เป็นต้น

นอกเหนือจากเทรนด์ Digital Marketing ในฝั่งของการซื้อโฆษณาแล้ว อีกฟากหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือการทำ SEO (Search Engine Optimization) เพราะแม้ว่าในช่วงที่สถานการณ์แย่ถึงขีดสุด ธุรกิจต่างๆ ก็ยังคงไม่หยุดทำสิ่งนี้ เหตุผลเพราะการทำ SEO นั้นเป็นเสมือนการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่จะผ่านพ้นไปในอนาคตจนกระทั่งค่อยๆ กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

แน่นอนว่าการทำ SEO ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายใดๆ กับ Google โดยตรงแต่ธุรกิจส่วนใหญ่ก็ได้มีการจ้าง Digital Marketing Agency ในการดูแลงานส่วนนี้ซึ่งย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้น แต่พวกเขาก็ยังไม่ตัดงานส่วนนี้ออก เพราะการทำ SEO จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลา และถ้าหยุดทำเพียงชั่วขณะเดียว คู่แข่งก็อาจจะแซงลำดับของคุณขึ้นไปได้ ตัวอย่างธุรกิจที่ประสบปัญหาแต่ยังคงทำ SEO อย่างต่อเนื่องก็จะมีธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สถานบันเทิงต่างๆ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่หนักที่สุดเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่มีความต้องการและคนไม่พร้อมซื้อเนื่องจากเดินทางไปไหนไม่ได้

แต่ธุรกิจอื่นๆ ที่อาจจะมีความต้องการอยู่บ้างแต่คนยังไม่พร้อมซื้อ เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ ก็มีการทำ SEO ควบคู่ไปกับการซื้อโฆษณาเพื่อเก็บ Lead หรือมองหาโอกาสในการได้ลูกค้าใหม่ๆ ในช่วงที่คนอาจจะยังรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้เงิน

หรือจะเป็นธุรกิจที่มีความต้องการมากขึ้นแต่พฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไป เช่น ธุรกิจอาหาร ที่ต้องปรับตัวจากเมื่อก่อนที่หลายๆ ร้านไม่เคยเข้ามาแตะออนไลน์เลย ไม่มีบริการส่งถึงบ้านเลย บางร้านเป็นบุฟเฟ่ต์ต้องไปกินที่หน้าร้านเท่านั้น ต่างหันมาทำเดลิเวอรี่กันหมด และพวกเขาให้ความสำคัญกับการทำ SEO และการซื้อโฆษณาออนไลน์มากขึ้น หรือถ้าหากเป็นธุรกิจที่คนพร้อมซื้อและมีความต้องการสูง กลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่มีการแข่งขันสูง ค่าโฆษณามีโอกาสที่จะแพงขึ้นได้

ภาพ: Hootsuite

สถิติการใช้การตลาดออนไลน์ในปี 2020 ที่ผ่านมา

โดยภาพรวมของการใช้งานสื่อออนไลน์ของประชากรโลกนั้น ข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (จาก Hootsute) แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาเดียวกันกับเมื่อปี 2019 มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 346 ล้านคน นับเป็น +8.2% โดยมีการใช้โทรศัพท์มือถือในการเข้าถึงสื่อออนไลน์โดยเฉพาะอยู่ที่ 121 ล้านคน คิดเป็น +2.4% และจากสถานการณ์ COVID-19 สิ่งที่ปรากฏอยู่บนสถิติการใช้งานตลาดออนไลน์คือ ผู้คนใช้เวลาอยู่บนเครื่องมือต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากขึ้นถึง 70% ใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตสูงขึ้นกว่า 47%

สำหรับสื่อที่ผู้ใช้บนโลกออนไลน์นิยมเสพมากที่สุดแน่นอนว่า “วิดีโอ” ยังครองอันดับหนึ่งอยู่ โดยมีตัวเลขถึง 90% ในขณะที่วิดีโอประเภท Vlog ตามมาด้วยตัวเลข 52% นอกจากนั้นก็จะเป็นพวก Music Streaming, Online Radio และ Podcast ตามลำดับ อย่างที่เราน่าจะเริ่มเห็นกระแสมาสักระยะแล้วว่า Streaming มาแรงแซงทุกรูปแบบคอนเทนต์เนื่องจากมีคอนเทนต์ที่หลากหลาย สามารถรับชม-ฟัง ได้ทุกที่ทุกเวลา และยังสามารถยกเลิกบริการตอนไหนก็ได้หากไม่ต้องการใช้บริการแล้ว ดูได้จากตัวเลขที่มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตรับชมรายการหรือภาพยนต์ต่างๆ ผ่านบริการ Streaming กว่า 54% หรือ Music Streaming กว่า 37% ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าจับตา (ข้อมูลจาก Hootsuite)

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรคุณบ้าง แน่นอนล่ะว่าเราคงไม่แนะนำให้คุณไปลงทุนทำแพลตฟอร์ม หรือเขียนแอปพลิเคชันใหม่มาแข่งกับคนเหล่านี้ (แต่ถ้านั่นคือเป้าหมายการทำธุรกิจของคุณก็ลุยโลด) แต่สิ่งที่เราอยากจะส่งผ่านบทความนี้คือ ตัวเลขสถิติการใช้งานตลาดออนไลน์เหล่านี้ สามารถตอกย้ำให้คุณเห็นถึง “ความสำคัญ” ของโลกออนไลน์ว่าทุกวันนี้หากคุณยังไม่ขยับเข้าสู่ออนไลน์คุณจะกลายเป็นตำนานที่ถูกลืมในอนาคตอันใกล้

ภาพ: Primal Digital Marketing Agency

ภาพรวม เทรนด์ Digital Marketing ในปี 2020 ที่ผ่านมา

ถ้าจะว่ากันเรื่องของแพลตฟอร์มเราคงไม่พูดถึงเขาไม่ได้ TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มบันเทิงที่เรียกว่าครองโลกไปได้ชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว (จนถึงปัจจุบันความนิยมก็ยังไม่ลดลง) โดยเฉพาะช่วงที่เชื้อไวรัสระบาดหนักในประเทศไทยจนทำให้เราต้อง Lockdown ทั้งเซเลบฯ ดารา ไปจนถึงคนทั่วไปหันมาเล่น TikTok เกิดเป็นไวรัลอยู่หลายสิบครั้ง และทำให้เกิดคนมีชื่อเสียง (Influencer) หน้าใหม่ๆ ขึ้นนับไม่ถ้วน

ส่วนในแง่ของธุรกิจ Facebook ยังขึ้นแท่นอันดับหนึ่งไม่เสื่อมคลาย เพียงแต่คู่แข่งที่ตามมาติดๆ ก็คือ Instagram (ซึ่งเจ้าของก็คือ Facebook) ที่ตอนนี้ก็เปิดให้ใช้ฟีเจอร์ Shoppable ในเมืองไทยแล้วและหน้าตาแพลตฟอร์มก็ดูเหมือนจะสนับสนุนในการช้อปปิ้งมากขึ้น ดูได้จากปุ่ม Shop ที่เอามาแทนที่ปุ่ม Notifications ซึ่งเลื่อนไปอยู่ด้านบนแทน

นอกจากนี้ Twitter ในบ้านเราก็ดูจะดุเด็ดเผ็ดมันขึ้นมาก เพราะเป็นเสมือนพื้นที่ประกาศเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นแบบ Real Time ทั้งสถานการณ์บ้านเมือง หรือประเด็นอื่นๆ ที่ทำให้กลายมาเป็นกระแสก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากเทรนด์ Twitter ด้วยกันทั้งสิ้น จึงทำให้ธุรกิจไม่น้อยหันมาให้ความสำคัญกับทวิตเตอร์มากขึ้น

คาดการณ์ เทรนด์ Digital Marketing 2021 – ทำ Social Media

ภาพ: YouTube ช่อง Yardpirun

1. การใช้บทเพลงยังคงนิยมอยู่

ที่จริงแล้วการใช้เพลงในการทำการโปรโมตแบรนด์ สินค้า บริการ ดูจะเริ่มเป็นที่นิยมมาสักพักใหญ่แล้ว แต่แทนที่กระแสจะซาลง พอเจอ COVID-19 โลกเราก็ต้องการสีสัน ความบันเทิงและการสร้างสรรค์ ทำให้ Music Marketing ยังเป็นเทรนด์เก่าเก็บที่ถูกหยิบมาเล่นอยู่เรื่อยๆ แต่อาจจะต้องมีการใส่ความคิดสร้างสรรค์และบันเทิงเพิ่มเข้าไป

เพราะถ้าเรามองไปยังแพลตฟอร์มที่คนนิยมกันแบบขั้นสุดอย่าง TikTok ก็ใช้เพลงในการสร้างความบันเทิงให้เกิดขึ้น วิธีการคือถ้าไม่แต่งเนื้อร้อง ทำนองขึ้นใหม่เลย ก็มักจะใช้ทำนองเพลงดังๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ ณ ขณะนั้นมาเปลี่ยนเนื้อร้องให้เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของตัวเองแทน

ภาพ: Mohamed Salah, Mikael Pawlo, digital.gucci.com

2. การล้อเลียนที่ช่วยเพิ่มการรับรู้

เราน่าจะพอได้เห็นถึงการส่งต่อภาพล้อเลียนมากมายผ่านการส่ง Meme ซึ่งเราอาจจะมองมันเป็นเพียงแค่เรื่องตลกขบขัน แต่คุณรู้หรือไม่เพียงแค่คุณส่งต่อๆ กันไป นั่นก็เท่ากับว่าคุณกำลังประชาสัมพันธ์สิ่งเหล่านั้นอยู่ อย่างเช่นตอนที่ iPhone 11 Pro ออกมา คนก็เอากล้องหลังไปล้อเลียนเป็นนั่นนี่แล้วส่งต่อๆ กันแต่ท้ายที่สุด iPhone ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หรือจะเป็น Meme อื่นๆ ที่เอาสินค้าของแบรนด์ดังมาล้อเลียนอีกมากมาย ซึ่งนี่ล่ะที่แบรนด์ต่างๆ จะหันมาทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ด้วยตัวเองแล้ว เรียกว่ากัดตัวเองก่อนเจ็บน้อยกว่า

ภาพ: 21Day, Bath & Bloom, Nest Cafe, Here’s Jae, The Guitar Mag

3. จับมือกับผู้เชี่ยวชาญ

หมดเวลาที่แบรนด์จะมัวแต่ป่าวประกาศว่าของฉันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ โดยที่ไม่มีใครมาการันตีอีกต่อไป ยิ่งเมื่อเป็นเทรนด์ Digital Marketing ในปี 2020 – 2021 นี้ด้วยแล้ว ต้องบอกว่าเป็นยุคแห่งการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์กับ “ผู้เชี่ยวชาญ” จริงๆ ก่อนหน้านี้เราคงคุ้นเคยกับการที่แบรนด์ จับมือกับ Influencer มากมายบนโลกออนไลน์ แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2021 นี้นอกจากคนที่มีชื่อเสียงแล้ว ฝีมือเฉพาะทางของคนเหล่านั้นเป็นอีกสิ่งสำคัญที่แบรนด์ให้ความสนใจ เพราะมันจะช่วยเพิ่มมูลค่า ความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าของคุณอย่างมหาศาล เพราะของเหล่านั้นมันผ่านการคิด ผ่านแรงบันดาลใจ รวมถึงผ่านมือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่ได้ใช้งานจริงมาแล้ว

คาดการณ์ เทรนด์ Digital Marketing 2021 – ทำ SEO

  1. ค้นหาด้วยเสียง (Voice Search)

เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยประสบกับการที่เราต้องการค้นหาอะไรบางอย่างใน Google บางทีก็รู้ว่าต้องการค้นหาอะไรแต่พิมพ์ผิด พิมพ์ถูกบ้าง หรือบางครั้งเราก็ยุ่งเกินกว่าที่จะพิมพ์ตัวหนังสือลงบนช่องค้นหาได้ การใช้ Voice Search หรือค้นหาสิ่งต่างๆ ด้วยเสียงนั้น อันที่จริงก็เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่คนยังไม่นิยมใช้กันสักเท่าไร จนกระทั่งปัจจุบันนี้ที่เรามีเครื่องมือมากมายซึ่งมีฟังก์ชั่น Voice Search ฝังอยู่ภายใน ทั้ง Google Home, Alexa, Apple HomePod ฯลฯ

ทำให้การใช้งาน Voice Search เป็นที่นิยมขึ้นอย่างมาก เพราะทำงานเสถียรและแม่นยำมากขึ้น ดังนั้นหลังจากนี้หากคุณมีการทำคอนเทนต์ SEO ก็ควรจะแทรกคีย์เวิร์ดที่เป็นภาษาพูดในการค้นหาเข้าไปด้วย ถ้าคิดไม่ออกลองนึกเล่นๆ ดูก็ได้ว่าเวลาคุณจะสั่งให้ Siri หรือ Alexa เสิร์ชอะไรสักอย่างบน Google คุณจะพูดว่าอะไร

หากยังไม่มั่นใจว่า Voice Search จะเป็นกระแสที่กำลังมาจริงไหมลองดูสถิติเหล่านี้กัน (ข้อมูลจาก Theedigital.com)

27% ของผู้ใช้งานออนไลน์ทั้งโลกมีการใช้ Voice Search บนโทรศัพท์มือถือ

30% ในส่วนของการค้นหาบนเว็บไซต์ต่างๆ จะมีการเพิ่ม Voice Search เข้าไปตั้งแต่ช่วงปี 2020

46% ผู้ใช้มีการใช้งาน Voice Search เพื่อค้นหาห้างร้านที่ต้องการในทุกๆ วัน

  1. ค้นหาด้วยภาพ (Visual Search)

อีกหนึ่งเทรนด์ที่คนทำ SEO ต้องไม่มองข้ามแม้ว่าเราต่างเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า SEO คือเรื่องของตัวหนังสือ คอนเทนต์ บทความ ฯลฯ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการค้นหาด้วยการใช้ภาพนั้นมีแนวโน้มที่จะถูกใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะในปัจจุบัน Google เองก็มีฟีเจอร์ให้เราสามารถอัปโหลดรูปภาพเพื่อค้นหาข้อมูลต่างๆ มาสักระยะหนึ่งแล้ว

หากคุณต้องการทำ SEO ให้ตอบโจทย์กับการค้นหาด้วยภาพล่ะก็ สิ่งที่คุณทำได้คือ ทุกครั้งที่มีการเพิ่มรูปภาพเข้าไปบนเว็บไซต์ ควรมีการใส่แท็กต่างๆ รวมถึงคำอธิบายรูปภาพหรือ Alt Text ด้วยคำคีย์เวิร์ดที่มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอได้จาก Visual Search เช่นกัน

ภาพ: Primal Digital Marketing Agency
  1. ออกจากลำดับความคิดเดิมๆ

คุณคงคุ้นเคยกับคำว่า Marketing Funnel กันเป็นอย่างดี แต่สำหรับ Digital Marketing 2021 นี้สิ่งที่คุณควรจะเริ่มทำตั้งแต่วินาทีที่อ่านบทความฉบับนี้คือ “ลืม Funnel แบบเดิมๆ ที่คุณเคยรู้จักเสีย” เพราะมุมมองจากคนทำ SEO พบว่าเราไม่สามารถจะเอาแต่โฟกัสที่ด้านบนสุดของ Funnel หรือการรับรู้ (Awareness) หรือคีย์เวิร์ดที่ไม่มีความเฉพาะเจาะจง (Generic Keyword) ได้อีกต่อไปหากคุณยังอยากที่จะรักษาคีย์เวิร์ดออร์แกนิกที่มีคุณภาพเอาไว้ (ข้อมูลจาก Cardinaldigitalmarketing.com)

เพราะเรื่องนี้ Google ก็ได้ออกมาบอกแล้วว่า ให้คุณลืม Marketing Funnel แบบเก่าๆ ไปซะเพราะทุกวันนี้ผู้คนไม่ได้เดินตามผังความคิดแบบเดิมๆ ที่เริ่มจาก การรับรู้ไปจนถึงการตัดสินใจอีกต่อไป แต่พวกเขาเริ่มมีวิธีการตัดสินใจที่ต่างไปจากเดิม โดยเราจะต้องหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของ Customer Journey มากขึ้น เพราะแม้แต่คนที่ถูกจัดในกลุ่มเดียวกัน วิธีหรือกระบวนการในการค้นหาสู่การตัดสินใจซื้อของพวกเขายังต่างกัน

ยิ่งเดี๋ยวนี้คนมีทางเลือกเยอะมากขึ้น คุณอาจจะไม่ได้แข่งกับแค่คู่แข่งในตลาดเดียวกันกับคุณเพียงอย่างเดียว แต่คู่แข่งที่คุณมองไม่เห็นก็มีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งลูกค้าของคุณเห็น ดังนั้นการเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ธุรกิจต้องทำความเข้าใจ ดังนั้นการทำ SEO ของคุณอาจจะต้องให้ความสำคัญกับพฤติกรรมลูกค้ามากกว่าหลักการเดิมๆ

สิ่งหนึ่งที่เรายังคงต้องย้ำเอาไว้เสมอว่า การตลาดไม่ว่าจะรูปแบบใดล้วนไม่มีสูตรสำเร็จให้คุณทำตามได้เป็นข้อๆ เพียงแต่ทั้งสถิติการใช้การตลาดออนไลน์ ไปจนถึงเทรนด์ Digital Marketing นั้นคือสิ่งที่คุณสามารถศึกษาและนำไปปรับใช้ในธุรกิจของตัวเองได้ เพราะแม้จะเป็นธุรกิจแบบเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันก็ย่อมจะต้องประสบ พบกับปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ข้อมูลที่ได้รวบรวมแล้วมาแชร์ในบทความนี้ น่าจะพอเป็นไอเดียให้คุณได้เตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ ในการก้าวเข้าสู่ปี 2021 ที่กำลังจะมาถึงได้อย่างอุ่นใจ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.primal.co.th

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer