นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2013 ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติ “Free Visa” ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย ที่มีกำหนดอยู่ไม่เกิน 15 วัน ได้ทำให้ตัวเลขของผู้ที่อยากไปสัมผัสกลิ่นอายแดนปลาดิบ เติบโตเฉลี่ยถึงปีละมากกว่า 20% เฉพาะปี 2016 ก็ปาเข้าไปถึง 900,000 คนแล้ว โดยมียอดใช้จ่ายรวมกัน 43,200 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินสด 30,000 ล้านบาท, ผ่านบัตร 13,200 ล้านบาท

“ญี่ปุ่น” เป้าหมายต่อไปของกสิกรไทย
และในจำนวนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเป็นของธนาคารกสิกรไทยอยู่ราว 3,300 ล้านบาท ซึ่งหมวดยอดนิยมในการใช้จ่าย 3 อันดับแรก ได้แก่ ที่พัก เครื่องแต่งกาย และร้านค้าปลีก ทำให้ตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับธนาคารกสิกรไทย ล่าสุดจึงได้มีการจับมือกับ เจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการบัตรเครดิตในประเทศญี่ปุ่น ออกบัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทย ด้วยคอนเซปต์ “ขั้นสุดจริง! เพื่อสายอินเจแปน”
จริงๆแล้ว “ญี่ปุ่น” ถือเป็นประเทศที่ลูกค้าบัตรเครดิตกสิกรไทยมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเป็นอันดับ 1 ซึ่งสูงกว่าประเทศในฝั่งตะวันตกอย่าง สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นการจับมือในครั้งนี้ นพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า จะเป็นการช่วยให้กสิกรไทย สามารถขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
“เมื่อลูกค้าไปญี่ปุ่นสูงเป็นอันดับ 1 สิ่งที่พวกเขาอยากได้คือโปรโมชั่นไม่งั้นก็ต้องจ่ายเต็ม กสิกรไทยจึงเลือกจับมือกับ เจซีบี ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นที่มีเครือข่ายอยู่มาก ซึ่งถือเป็นการเอาจุดแข็งของทั้ง 2 ค่ายมารวมกัน”

1 ปีต้องให้มี 1 แสนใบ
ไม่ใช่แค่โปรโมชั่นเท่านั้นที่กสิกรไทยต้องขบคิด แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ จะทำอย่างไรให้สามารถดึงดูดให้ลูกค้ามาสมัครกับกสิกรไทย เพราะอย่างลืมว่าก่อนหน้านี้บัตรเจซีบีได้จับมือกับทั้ง เคทีซีและกรุงศรี ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงไปแล้ว
นี่จึงทำให้พอออกโปรโมชั่นมา กสิกรไทย จึงต้องจัดเต็ม เทหมดหน้าตักทั้งรับ Point 2 เท่าเมื่อจ่ายที่ญี่ปุ่น, ผ่อนตั๋วและแพ็คเกจทัวร์ 0% 10 เดือน, ส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับร้านอาหารญี่ปุ่น, ส่วนลด 0.15 บาท สำหรับทุก 100 เยนเยนเมื่อแลกเงินที่สาขาธนาคารกสิกรไทยผ่านบัตร รวมถึงให้บริการ Lounge ของ เจซีบี ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง นพวรรณ บอกว่า เป็น Benefit ที่คนไทยชอบมาก
โดยบัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทย ได้แบ่งออกเป็น บัตรแพลทินัม บัตรทอง และบัตรคลาสสิก ตามสไตล์การใช้งาน ตั้งเป้าหมายออกบัตรภายใน 1 ปี ประมาณ 1 แสนบัตร และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 2,000 ล้านบาท ส่วนบัตรเจซีบี ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 600,000 ใบ มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 50,000 บาท ต่อคนต่อทริปเมื่อไปญี่ปุ่น

“ไฮไลท์” เฉพาะแคมเปญที่กระแทกใจ
ต้องบอกว่า หากสังเกตให้ดีในระยะหลังๆ เกมการตลาดในส่วนบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทย จะเน้นโปรโมทแคมเปญที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยงเป็นอย่างมาก นั้นเพราะเมื่อมองภาพรวมบัตรเครดิตของเมืองไทยในปีนี้จะพบว่า ไม่ค่อยหวืหวามากนัก ซึ่งมาจากการที่ผู้บริโภคเลือกชะลอกำลังซื้อและใช้จ่ายเฉพาะ Categoryเช่นท่องเที่ยว สุขภาพ รวมถึงออนไลน์ที่โตเร็วมาก
“กลุ่มของท่องเที่ยวกำลังมาแรงมาก ทั้งเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ บ่งบอกถึงไลน์สไตล์คน ว่าทำงานเหนื่อยมามากแล้ว ขอให้รางวัลชีวิตด้วยการไปเที่ยวบ้าง ”
ดังนั้นเกมจากนี้ไปของบัตรเครดิตกสิกรไทย จะเน้นออกแคมเปญหรือบัตรใหม่เฉพาะกลุ่มมากขึ้น แต่ทั้งนี้ นพวรรณ บอกว่า แคมเปญสำหรับกลุ่มแมสเช่น ร้านอาหา, ห้างสรรสินค้า หรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จะมีอยู่ตลอด แต่จะไม่มีการโปรโมทให้เป็นแคมเปญใหญ่ เพราะมีฐานผู้ใช้ประจำอยู่แล้ว แต่จะไฮไลท์บางแคมเปญที่เชื่อว่ากระแทกใจผู้บริโภคได้มากกว่า เช่นกลุ่มท่องเที่ยวและสุขภาพ

จับท่องเที่ยวและสุขภาพ
สำหรับกลุ่มท่องเที่ยวนั้น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้เปิดตัวแคมเปญ “รูดล่าจุดพีคซีกโลกใต้” ต่อยอดกระแสรูดล่าซึ่งแคมเปญก่อนนี้ได้กระตุ้นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงถึง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือกว่า 4,100 ล้านบาท และยังส่งผลต่อการเติบโตยอดใช้จ่ายหมวดท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 10% ส่วนแคมเปญนี้ก็เชื่อว่าจะกระตุ้นได้ไม่ต่างกัน รวมถึงได้เอาใจผู้ที่เปิดบัตรใหม่ด้วยการมองกระเป๋าเดินทาง 26 นิ้ว มูลค่า 5,990 บาท หากใช้จ่ายครบ 50,000 บาท ภายใน 60 วัน และมองตั๋วเครื่องบินหากใช้จ่ายครบ 1,000,000 บาทภายใน 1 ปี

ส่วนสุขภาพที่เติบโตสูงเช่นเดียวกัน ก็ได้มีการออกบัตรร่วมกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งมีกว่า 40 โรงบาล โดย นพวรรณ บอกว่า แม้คนไทยใช้จ่ายเยอะในกลุ่มสุขภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าป่วยแล้วถึงจ่าย หากเริ่มเห็นเรื่องของการตรวจสุขภาพหรือการรักษาสุขภาพก่อนที่จะป่วยเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตเยอะขึ้น
