สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เหมือนจะดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา

จากที่เคยประมาณการไว้ช่วง ส.ค. ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัว 3.5%

แต่กลับต้องมาเจอกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ของทั้งต่างประเทศ และในประเทศเอง

วันนี้ต้องปรับคาดการณ์เสียใหม่ โดยศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวที่ระดับ 2.5% พ้นจากภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นในปี 2563 ที่เศรษฐกิจหดตัว 6.5%

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทำให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปีตลอดไตรมาสแรก โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคเอกชนในเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่จะมาสร้างเม็ดเงินให้กับภาคธุรกิจในประเทศ

รายได้จากการท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักของเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2562 มีสัดส่วนถึง 16% ของ GDP”

ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย มองว่า หากมาตรการที่คุมเข้มที่ใช้อยู่ในตอนนี้ และสามารถคุมสถานการณ์ภายใน 2-3 เดือน แล้วสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศจะค่อย ๆ ฟื้นตัว

จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 109.6 ล้านคน-ครั้ง  ลดลงจากการประเมินก่อนหน้าที่ยังไม่เกิดการระบาดรุนแรงที่ 131.8  ล้านคน-ครั้ง สูญเสียมูลค่าการท่องเที่ยวไปราว ๆ 1.1 แสนล้านบาท

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ฟื้นเพราะจากความไม่แน่นอนของวัคซีน และแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 4.4 ล้านคน โดยจะฟื้นตัวในไตรมาส 3 และ 4

อีกปัจจัยที่กระทบกับเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือ “การส่งออก” ที่ผู้ประกอบการส่งออกเจอความท้าทายรอบด้าน 3 เรื่องคือ

1. โควิด-19 ทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อเพื่อส่งออกส่งสัญญาณชะลอตัวลง

2. ทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น คาดว่า ณ สิ้นปี ค่าเงินบาทหลุด 29 บาท/ดอลลาร์

3. ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการส่งออก

ซึ่งจากการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย 4.4 หมื่นล้านบาท

 

ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย ยังมองอีกว่า นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปที่เป็น Megatrend ด้วยกัน 4 เรื่องที่ส่งผลกระทบด้านบวก และลบ ที่ผู้ประกอบการต้องรับมือ

1. The Great Reset ทิศทางการปรับรูปแบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดแลนด์สเคปของเศรษฐกิจที่ต้องพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้ 3 พิลลาร์หลัก คือ

– Greener ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ กระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

– Smarter ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ

– Fairer เพิ่มทักษะแรงงาน ลดความเหลื่ยมล้ำ

2. นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ อย่างโจ ไบเดน ที่แนวนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ที่จะปรับตัวเข้าสู่กฎกติกาสากลมากขึ้น จะส่งผลบวกต่อการส่งออกของไทย แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะได้รับผลกระทบในกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เนื่องจากทิศทางใหม่นั้นจะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

3. แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ของจีนที่จะใช้ในปีนี้ โดยจีนชูยุทธศาสตร์ ‘dual circulation’ ที่จีนจะเน้นบทบาทการบริโภคในประเทศ เพิ่มรายได้ประชาชน  รวมทั้งยกระดับการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะค่าใช้จ่าย R&D ของจีนยังต่ำกว่าหลายประเทศที่เป็นเศรษฐกิจหลัก

4. ความตกลง RCEP ที่จะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่เพิ่มขึ้นและอานิสงส์จากการค้าระหว่างคู่เจรจาที่จะคึกคักขึ้น

ทั้งหมดนี้จากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสไม่ต่ำกว่า 1.6 แสนล้านบาท จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้าออกไปท่ามกลางความไม่แน่นอน แม้ในช่วงครึ่งปีหลังจะได้รับอานิสงส์จากวัคซีนโควิด-19 ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นก็ตาม

และคาดว่าต้องใช้เวลา 2 ปี เศรษฐกิจจะกลับมาใกล้เคียงและอยู่ระดับเดียวกับปี 2019



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer