ต้องบอกว่าลมหนาวครั้งที่ผ่านมาในช่วงต้นปีนี้ เป็นการพยากรณ์ที่ผิดพลาด เพราะไม่ได้เย็นยะเยือกและยาวนานอย่างที่ใครหลายคนคาดการณ์เอาไว้ จึงส่งผล Effect ให้ตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นไม่ได้มีอุณหภูมิความนิยมจากผู้บริโภคในตลาดมากนัก
ลมหนาวนี้มีดีอะไร
แต่ในลมหนาวครั้งใหม่ที่ใกล้จะมาถึง หลายแบรนด์เชื่อว่าจะเป็นลมหนาวที่เย็นและยาวนานกว่าเดิมอย่างแน่นอน ยิ่งเมื่อบวกกับการคาดเดาว่าเศรษฐกิจในเมืองไทยจะค่อยๆ เริ่มดีขึ้นในปีหน้า กำลังซื้อผู้บริโภคจะค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา
นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายแบรนด์เริ่มค่อยๆ ปูพรมออกเครื่องทำน้ำอุ่นรุ่นใหม่ๆ ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อตอนรับลมหนาวที่จะมาถึง นั้นเพราะตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีมูลค่า 670,000 เครื่องนั้นยอดขายเกือบๆ 70% ในตลาดจะอยู่ในช่วงฤดูหนาว 3 เดือน แน่นอน Panasonic ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดนี้จึงต้องรีบตบเท้านำเสนอเครื่องทำน้ำอุ่นรุ่นใหม่อย่างตระกูล N Series
“เรามีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 31% ซึ่งมาจากจุดแข็งที่เราสื่อสารกับผู้บริโภคมายาวนาน นั้นคือเรื่องความปลอดภัยของสินค้าที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นในแบรนด์เรามาก เพราะอย่าลืมว่าสินค้าอย่างเครื่องทำน้ำอุ่น เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับน้ำและไฟ ความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญมาก” ทาเคชิ โนะโมโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เอ.พี.(ประเทศไทย) จำกัด บอกถึงจุดแข็งหลักที่ทำให้ Panasonic เป็นเบอร์หนึ่งในตลาดร้อนระอุสุดๆ คือตลาดล่าง
จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่แม้จะมีแบรนด์จีนและแบรนด์ไทยที่เริ่มบุกตลาดนี้อย่างจริงจัง ด้วยกลยุทธ์ทางด้านราคาโดยเน้นไปที่ Segment ราคา 2,000 – 3,000 บาท แม้จะสร้างยอดขายได้ระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ได้หวือหวาหรือสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังกลุ่ม Top three ในตลาดนี้อย่าง Panasonic,Sharp และแบรนด์เยอรมันอย่าง Stiebel
เพราะนอกจากกลุ่มแบรนด์เหล่านี้จะ “แก้เกม” ด้วยการมีเครื่องทำน้ำอุ่นในตลาดระดับล่างแม้จะมีราคาขายที่แพงกว่านิดหน่อย แต่ผู้บริโภคเลือกที่จะยอมจ่าย เพื่อซื้อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของสินค้าเครื่องทำน้ำอุ่น
“เครื่องทำน้ำอุ่นราคา 2,000 – 4,000 บาทมีสัดส่วนถึง 70% ของตลาดแน่นอนกลุ่มแบรนด์จีนและ Local Brand ก็ต้องเข้ามาใน Segment นี้แล้วก็สามารถแย่งลูกค้ากลุ่มรายได้น้อยที่เพิ่งเคยซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นเครื่องแรกของตัวเอง แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก”
ไม่ได้ขายแค่ความ “ร้อน” เพียงอย่างเดียว แต่…อย่าลืมว่าสินค้าเครื่องทำน้ำอุ่นในยุคนี้ไม่ได้ขายแค่ “น้ำร้อน” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องมีฟังก์ชั่นที่ “เหนือชั้น” กว่าเดิม บางแบรนด์เลือกจะมีระบบน้ำที่ช่วยให้สดชื่น, ระบบประหยัดน้ำ,แต่ที่กำลังเป็นที่นิยมนั้นคือ การอาบน้ำร้อนสลับเย็น ซึ่งมาจากศาสตร์ contrast Hydrotherapy ที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
“นอกจากแข่งกันในเรื่องฟังก์ชั่นแล้วนั้น ยังมีเรื่องของดีไซน์ที่ต้องสวยงามเสมือนเป็นอีกหนึ่งเฟอร์นิเจอร์ในห้องน้ำเพราะเวลานี้ทุกแบรนด์ต่างให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีอายุ 25 ปีขึ้น ที่เป็นวัยทำงานเริ่มต้นมีครอบครัว และคนกลุ่มนี้ชื่นชอบในเรื่องของดีไซน์”
มากไปกว่าในแง่ Product นั้นคือเวลานี้กลุ่มบรรดา Top three ในตลาดนี้ต่างมีภารกิจเดียวกันนั้นคือการ “ฉีกกฎเกณฑ์” เดิมๆ ที่เครื่องทำน้ำอุ่นจะขายได้แค่ช่วงฤดูหนาว 3 เดือน โจทย์ที่ต้องคลี่คลายคือจะทำอย่างไรให้สินค้าอย่างเครื่องทำน้ำอุ่น กลายเป็นสินค้าที่ขายได้ในทุกฤดูกาล
เพราะทุกแบรนด์ต่างรู้ดีว่าหากทำสำเร็จนั้นหมายความว่ามูลค่าตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นจะเติบโตจาก 670,000 เครื่องต่อปีไปสู่ 1,000,000 เครื่องต่อปี ในไม่ช้า ที่น่าสนใจอีกเรื่องนั้นคือหากดูข้อมูลเชิงลึกจะพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมูลค่าตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นสูงที่สุดในกลุ่มอาเซียน
“เมืองไทยเองมีความแตกต่างทางด้านฤดูกาลมากกว่าประเทศอื่นๆในแถบอาเซียน ถึงจะเป็นประเทศที่ร้อน แต่หากสังเกตหลายภาคในประเทศไทยเมื่อถึงฤดูหนาวก็อุณหภูมิต่ำลงไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ อีสาน หรือภาคกลาง”
ฤดูหนาว เขตปลอด “โปรโมชั่น ราคา”
คำถามต่อมาแล้วในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นฤดูกาลของการแย่งชิงยอดขายกันอย่างไม่มีใครยอมใคร จะเป็นช่วงเวลาที่ “เต็มอิ่ม” ไปด้วยสารพัดโปรโมชั่นราคาหรือไม่ “ในช่วงฤดูหนาวสินค้าอย่างเครื่องทำน้ำอุ่นขายได้ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโปรโมชั่นหวือหวา ส่วนนอกฤดูกาลนั้นโปรโมชั่นอาจจะรุนแรงมากกว่า ขึ้นอยู่กับวิถีการทำตลาดของแต่ละแบรนด์” ถึงอย่างไรก็ตามแม้สินค้าอย่างเครื่องทำน้ำอุ่นจะทำรายได้ให้แก่ Panasonic อยู่ที่ 885 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7-8% จากรายได้ทั้งหมดของบริษัท พานาโซนิค เอ.พี.(ประเทศไทย) จำกัด ที่มีอยู่ 12,200 ล้านบาทต่อปี รายได้ตรงนี้สะท้อนออกมาชัดเจนว่าสินค้าอย่างเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นเพียง Business unit ที่ทำรายได้น้อยนิดหากเทียบกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ แต่คำว่า No 1 Brand ในตลาดนี้ ถือเป็นสิ่งที่ Panasonic หวงแหนและไม่ยอมเสียตำแหน่งไปให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะแบรนด์เยอรมันอย่าง Stiebel ที่ประกาศชัดเจนว่าภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะขอเป็น “แชมป์” แซงหน้าแบรนด์ญี่ปุ่นให้ได้
เส้นทาง 4 ปีของผู้นำตลาด Panasonic มี “ขึ้น & ลง”

