ปี 2564 “วัคซีน”  และ “การเปิดประเทศ” คือเกมเชนเจอร์ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ที่ต่างรอคอยความหวังจากกลุ่มคนไข้ต่างชาติที่จะมาใช้บริการ และสร้างรายได้ให้ไม่น้อย

ย้อนกลับไปปีที่ผ่านมา ‘ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน’ โดนกระทบจากโควิด-19  ไม่น้อย

9 เดือนแรกของปีรายได้และกำไรสุทธิของโรงพยาบาลเอกชน (ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ) หดตัวอยู่ 14.2% และ 54.8% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

กระทบมากสุดคือโรงพยาบาลเอกชนที่พึ่งพารายได้จากคนไข้กลุ่ม Medical Tourism หรือลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก

ขณะเดียวกันโรงพยาบาลที่เจาะกลุ่มลูกค้าคนไทยก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะกำลังซื้อของคนในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวและการแข่งขันของตลาดในประเทศที่รุนแรงขึ้น

 

ปิดปี 2563 รายได้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนลดลงไปตาม ๆ กัน

 

กลุ่ม BDMS  รายได้รวม 71,803.63  ล้านบาท กำไร 7,214.24  ล้านบาท

(ปี’62 รายได้รวม 92,534.66  ล้านบาท กำไร 15,517.17 ล้านบาท)

 

บำรุงราษฎร์ รายได้รวม 12,572.52  ล้านบาท กำไร 1,204.14  ล้านบาท

(ปี’62 รายได้รวม 18,718.27  ล้านบาท กำไร 3,747.73  ล้านบาท)

 

กลุ่ม SVH  โรงพยาบาลสมิติเวช รายได้รวม 10,475.93  ล้านบาท กำไร 1,447.40  ล้านบาท

(ปี’62 รายได้รวม 12,796.18  ล้านบาท กำไร 2,001.40  ล้านบาท)

 

กลุ่ม THG ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป รายได้รวม 7,488.64  ล้านบาท กำไร 62.43 ล้านบาท

(ปี’62 รายได้รวม 8,699.21  ล้านบาท กำไร 462.39  ล้านบาท)

 

กลุ่ม VIBHA โรงพยาบาลวิภาวดี รายได้รวม 6,338.25  ล้านบาท กำไร 449.80  ล้านบาท

(ปี’62 รายได้รวม 7,132.40  ล้านบาท กำไร 809.05  ล้านบาท)

แล้วทิศทางปี 2564 ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจะไปต่อทิศทางไหน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ปี 2564 รายได้และกำไรสุทธิของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน (ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ) น่าจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังไม่กลับมาเท่ากับปีก่อนมีโควิด-19

รายได้ขยายตัวอยู่ที่ 1-4% และกำไรสุทธิโต 15-20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

แม้ว่าผลประกอบการของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในปี 2564 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์ที่อาจจะไม่แน่นอนในอนาคตโดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมการระบาดของโควิด-19

วัคซีนและความชัดเจนของการเปิดประเทศ พร้อมกับปัจจัยอื่น ๆ ก็ทำให้โรงพยาบาลเอกชนทุกกลุ่มต้องปรับตัว

กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่พึ่งพารายได้จากคนไข้ไทยเป็นหลักน่าจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการเปิดประเทศเพื่อรองรับตลาดคนไข้ต่างชาติน่าจะยังไม่กลับมาเป็นปกติ

ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มที่เน้นเจาะตลาดคนไข้ต่างชาติจะมีการปรับกลยุทธ์และหันมาแย่งชิงตลาดคนไข้ในประเทศ

โฟกัสลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยในเมืองไทย รวมทั้งขยายฐานลูกค้าคนไทยให้มากขึ้น ด้วยการทำแพ็กเกจ โปรโมชั่น รวมทั้งบริการใหม่ ๆ

เช่นเดียวกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ใช้โอกาสจากโควิด-19 ในการทรานส์ฟอร์มเอาเทคโนโลยีระบบ AI เข้ามาใช้ในทางการแพทย์ ปรับรูปแบบบริการเพื่อรองรับและเตรียมพร้อมดีมานด์ที่จะกลับมาในอนาคต กับอีกทั้งหันมารักษาฐานลูกค้าชาวไทยที่มีอยู่

นภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บอกให้ฟังว่า กลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลในไทยเองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ ลูกค้าคนไทย ลูกค้าชาวต่างชาติที่อยู่ในไทย และลูกค้าต่างชาติที่บินมารักษาในไทย

สองกลุ่มแรกมองว่าไม่กระทบมากนัก ขณะที่กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่บินมารักษาในไทยในระยะสั้นนี้กระทบอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นบำรุงราษฎร์เองรู้ว่าคนต่างชาติเดินทางมาไม่ได้ สวนกลุ่มคนไทยเองก็มีความกลัว กังวลในการมาโรงพยาบาล

บำรุงราษฎร์เองได้เปิดเซอร์วิสใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงพยาบาลวางแผนไว้อยู่แล้ว แต่โควิด-19 เร่งให้เกิดเร็วขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น 1. Telemedicine บริการปรึกษาแพทย์ทางไกล 2. At home service ไปให้บริการทางการแพทย์ถึงบ้าน

3. อีกทั้งโรงพยาบาลจะทำอย่างไรในการรักษาฐานลูกค้าคนไข้ที่เป็นลูกค้าคนไทย และลูกค้าต่างชาติที่อยู่ในไทยไว้ และเรื่องของ wellness ที่จะเห็นผลิตภัณฑ์ด้าน wellness มากขึ้น

นภัสยังบอกอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั้นบำรุงราษฎร์เองมีการทำแคมเปญ โปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อดึงลูกค้าให้มาใช้บริการ

ในปี 2564 ยังทำต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้คนที่ไม่เคยใช้บริการหันมาลองใช้ ไม่ว่าจะเป็น

1. โปรแกรม Check-up สุขภาพที่เหมือนเป็นด่านหน้าที่จะดึงให้ลูกค้ามาใช้บริการส่วนอื่นเพิ่ม ที่เป็นแบบ Bye 1 Get 1

2. ไม่ทำการปรับราคาค่ารักษาพยาบาลและค่าธรรมเนียมแพทย์ทั้งหมดไปถึงกลางปีนี้ จากปกติที่จะต้องขึ้นราคาทุกปี

3. แพ็กเกจผ่าตัดราคาเดียว

4. ลดราคาแพ็กเกจผ่าตัดตาด้วยเลเซอร์ Relex Smile

ส่วนทิศทางการดำเนินงานด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในปี 2564 ทวีสิน ตันประยูร ประธานปฏิบัติการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ยังให้ความสำคัญในจุดแข็ง 3 ประการหลัก หรือ 3C ประกอบด้วย

1. Critical Care การรักษาผู้ป่วยภาวะวิกฤต มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านผู้ป่วยวิกฤต และทีมสหวิชาชีพ ที่พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง

2. Complicated disease การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อนหลายโรค หรือเป็นผู้ป่วยที่อ่อนแอ มีโอกาสทรุดหนักหรือเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง

และ 3. Cutting-edge technology การรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

รวมทั้งมีแผนในการพัฒนาและขยายศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นการดูแลรักษาโรคเฉพาะทางได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ

ทั้งนี้คาดว่า ภาพรวมทิศทางธุรกิจโรงพยาบาลจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากวัคซีนที่มีการฉีดกันแพร่หลายมากขึ้นทั้งต่างประเทศ และในประเทศ

รวมทั้งแนวทางการเปิดประเทศที่มีความชัดเจนขึ้น

ส่วนของบำรุงราษฎร์เองนั้นคาดว่ารายได้จะใกล้เคียงหรือมากกว่าปีที่ที่แล้ว จากการที่มีดีมานด์กลับมาในไตรมาส 4 นั่นเอง

FYI-4-11 Hybrid

 

ดูอันดับเพิ่มเติมได้ที่ https://www.newsweek.com/best-hospitals-2021/thailand

ส่วนโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกดูได้ที่ https://www.newsweek.com/best-hospitals-2021

I-



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer