SME Think Tank/ดร. เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม

โลกเราต้องทนอยู่กับเจ้าโรคระบาดร้ายมาปีกว่า ๆ และยังคงต้องอยู่ในสภาพยกการ์ดสูงอีกเป็นปี

แม้ว่าหลายประเทศได้ฉีดวัคซีน (หลากหลายแบรนด์) ให้ประชากรของตนไปแล้วแต่กว่าจะพอเพียงให้เกิดภูมิต้านทานหมู่คงใช้เวลาอีกนานพอสมควร

เจ้าโรคระบาดร้ายก็ใช่ย่อย มันก็พัฒนาแปรพันธุ์หนีวัคซีนไปหลายพันธุ์ จนบรรดานักรบในชุดขาวต่างปวดเศียรเวียนเกล้าไปตาม ๆ กัน เราควรคอยเอาใจช่วยนักวิทยาศาสตร์ คุณหมอให้สามารถเอาชนะเจ้าโรคร้ายนี้ให้อยู่หมัดในเร็ววัน

คงไม่เป็นการบันเทิงใจในยามที่เราต้องอยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ กันเท่าไรนัก ถ้าผมจะสาธยายความร้ายกาจของเจ้า Covid-19 เพราะหลาย ๆ คนเกิดอาการแพ้ผลข้างเคียงของข่าวร้ายการระบาดของเจ้าโรคร้ายนี้

ความจริงผมอยากเห็นข่าวในมุมมองบวกของการระบาดเจ้าโรคร้ายนี้บ้าง

อีกเช่นกันผมคงไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับโลกที่เปลี่ยนไปตามกระแส New Normal

ผมอยากจะฝืนกระแส (หน่อย ๆ) ด้วยการเล่าสู่กันฟัง แรงบวกของเจ้าโรคระบาดร้าย Covid-19 ต่อวงการต่าง ๆ ลองมาดูว่าเราจะใช้แรงบวกจากเจ้าวายร้ายนี้อย่างไร

ในบทความตอนนี้ผมขอเริ่มด้วยผลกระทบด้านบวกของเจ้า Covid-19 ต่อการเรียนการสอนวิถีไกลผ่านอินเทอร์เน็ต หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษน่าจะคุ้นปากคุ้นหูมากกว่า ว่า E–Learning หรือ Online Learning and Education ผมจะขอใช้คำนี้ในบทความตอนนี้นะครับ

ผมเองก็เรียนจบปริญญาเอกด้านนี้จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหม่มากในเมืองไทย ผมเป็นนักศึกษาคนไทยคนที่ 5 หรือ 6 ประมาณนั้นที่จบปริญญาเอกด้านนี้

สมัยนั้นผมยังสอนหนังสือระดับปริญญาโทอยู่ในหลายมหาวิทยาลัยและมองว่าเรื่อง E-Learning นี้ต้องเป็นเรื่องสำคัญในอนาคต

โชคดีที่ผมได้ท่านศาสตราจารย์ ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน (ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาด้านอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา รวมทั้งท่านอาจารย์อีกหลายท่าน เช่น ศ. ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ผศ.ดร. พูลศรี เวศย์อุฬาร ที่ช่วยอบรมสั่งสอนวิทยายุทธ์ ทั้งผมยังมีโอกาสไปช่วยงานท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ โดยท่านให้เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร E-Learning สำหรับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเมื่อท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ไปเป็นอธิการกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ

ในสมัยนั้นการเรียนการสอนด้านนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับมากนักทั้งกฎ กติกา ภาครัฐก็ไม่เอื้อให้การศึกษา E-Learning พัฒนา แพร่หลาย ผมเองก็เป็นอาจารย์ด้านนี้เพียงระยะเวลาไม่นานนัก แต่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านนี้มาประยุกต์ใช้กับอาชีพที่ปรึกษาและด้านอื่น ๆ  เรื่อยมา

นอกเรื่องไปเล่าเรื่องตัวเองพอสมควรแล้ว ทีนี้กลับมาคุยเรื่องแรงบวกของ Covid-19 ต่อ E-Learning ต่อครับ

การที่ต้องเว้นระยะห่างทำให้การเรียนการสอนในห้องเรียนแบบเดิม ๆ ทำไม่ได้ จึงเป็นแรงบวกทำให้สถานศึกษาในทุกระดับชั้นต้องพึ่งพาการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบ E-Learning

รวมทั้งบริษัทเอกชนที่ให้บริการด้าน เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตก็ได้พัฒนา รูปแบบเครือข่ายเพื่อใช้ในการเรียนการสอนแบบนี้ เช่น Google Classroom, Microsoft Teams, Zoom เป็นต้น  นอกจากการใช้เทคโนโลยีพวกนี้ในการเรียนการสอนแล้ว ภาคเอกชนและรัฐบาลยังใช้ในการประชุม สัมมนา ฯลฯ เพราะต้องทำงานจากที่บ้าน (Work From Home)

ผลกระทบของการระบาดของ Covid-19 ทำให้นักเรียน นักศึกษา ทั่วโลกต้องขาดเรียน  ประมาณเดือนมีนาคมของปีที่แล้ว UNESCO (United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) เปิดเผยว่า มีนักเรียนนักศึกษาถึง 850 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ตามปกติ

บริษัทวิจัย Holon IQ เปิดเผยว่า การลงทุนใช้จ่ายด้าน Digital Education จะมากถึง 340,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

มาดูกันครับว่า การเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

  1. ต้นทุนการศึกษาลดลงอย่างมาก หรือพูดง่าย ๆ ว่าค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ถูกลงมาก สมัยที่ผมเรียนกับท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ ท่านบอกว่าถูกกว่า 5 เท่า ซึ่งผมว่าในปัจจุบันมากกว่านั้น เพราะอย่างที่เห็นชัด ๆ คือไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการจัดห้องเรียน ฯลฯ ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์สามารถทำการเรียนการสอนได้ที่บ้านหรือสถานที่ที่สะดวก
  1. สะดวก ปลอดภัย เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้เรียนผู้สอน การศึกษาในระบบ E-Learning ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในเรื่องที่สนใจ ตามเวลาและรูปแบบการดำเนินชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะเรียนไปรับประทานอาหาร ดื่มกาแฟไปก็ตามสะดวก
  1. สามารถเรียนซ้ำได้ตามที่ต้องการ เพราะบทเรียนและการบรรยายของอาจารย์ผู้สอนสามารถบันทึกไว้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น Yutube และผู้เรียนก็สามารถเข้าระบบมาเรียนซ้ำ ๆ จนกว่าจะเข้าใจ แบบนี้น่าจะเหมาะกับนักเรียนที่ชอบปฏิเสธความขยัน เรียกว่า โดนใจกันแบบเต็ม ๆ
  1. การวัดผลสามารถทำได้รวดเร็ว หรือให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมได้ อีกทั้งบทเรียนหรือหลักสูตรสามารถปรับให้เป็นปัจจุบันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
  2. ระบบ E-Learning ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สมัยนี้ต้องพูดกันเรื่องนี้ แบบกระแส BCG (Bio-Circular-Green) หรือความยั่งยืน ผมเชื่อว่าไม่ต้องสาธยายท่านก็คงพอนึกภาพออกว่า E-Learning ช่วยเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร การลดการเดินทาง การลดการใช้น้ำมันที่มีผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ช่วยได้แบบเต็ม ๆ รวมทั้งบทเรียนที่สามารถใช้แล้วใช้อีกได้อย่างต่อเนื่องก็เข้าหลักการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (Circular) แบบเต็มๆ

ผมคิดว่าสาธยายประมาณนี้ ท่านผู้อ่านคงเห็นภาพประโยชน์พอสมควร อาจจะหลากหลายมากกว่าที่ผมเล่ามาทั้งหมด เพราะถ้าให้ผมเล่าต่อ คงไปอีกยาว ยาว เลยครับ

ผมว่ามาดูกันดีกว่าว่าเราจะต่อยอดแรงบวกของ เจ้า Covid-19 ต่อ E-Learning อย่างไร

  1. ควรเปิดกว้าง ระบบ E-Learning ให้ทุกคนที่สามารถเรียนได้ ผมคิดว่าทุกสถาบันการศึกษาควรเปิดกว้างให้คนทั่วไปสามารถเข้าเรียนวิชาการต่าง ๆ ที่สนใจได้ ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษาของสถาบันของตนเองเท่านั้น  ทั้งนี้ อาจจะเปิดให้แบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายหรือเก็บเงินบ้าง (แบบกันคนที่ไม่ตั้งใจเรียนจริงเข้ามาใช้ระบบ) เพราะอย่างผมว่าไปแล้วว่าต้นทุนด้าน E-Learning ถูกกว่ามาก และไม่ว่าคนเรียน 100 คน หรือ 1,000 คนค่าใช้จ่ายก็เท่ากัน หรือเพิ่มไม่มากเท่าไร
  1. ควรมีหลักสูตรแนะนำให้รู้จักระบบ E-Learning และควรมีรางวัลหรือผลประโยชน์ให้ผู้สนใจเข้ามาใช้ระบบ เช่น ฟรี หรือมีส่วนลดพิเศษ ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้เขาเข้ามาเรียนในระบบ ไม่ต้องกลัวว่าจะลงทุนฟรีครับ เพราะเมื่อมีผู้สนใจเข้ามาใช้ระบบมากขึ้น เป็นสมาชิก ฯลฯ ท่านสามารถพัฒนารูปแบบต่าง ๆ มาสร้างรายได้ อย่างที่ LINE แอปพลิเคชันยอดนิยมของคนไทย ทำมาหากินอยู่ทุกวัน ผมคงไม่ต้องสาธยายนะครับ
  1. ควรใช้ Omni Channel หรือ Hybrid Learning สำหรับผู้เรียนในระยะเริ่มต้น เพราะเขาอาจยังไม่คุ้นเคยระบบ ไม่มีวินัยในการจัดเวลาเรียนของตนเอง ไม่เข้าใจบทเรียน ต้องการสังคม เพื่อนร่วมเรียน ฯลฯ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสมาเรียนในห้องเรียนบ้าง หรือสามารถติดต่ออาจารย์ผู้สอนเป็นการส่วนตัวเพื่อปรึกษาสอบถามบทเรียนที่ไม่เข้าใจ ยอมทำให้เขาอยากเรียน ตั้งใจเรียนมากขึ้น ทั้งนี้ควรเชื่อมต่อเข้ากับ Mobile Application อื่น ๆ ด้วย เอาแบบว่าผู้เรียนสะดวกจะเข้าเรียนผ่านช่องทางไหนได้หมดไม่ปฏิเสธครับ
  1. ควรใช้ AI ศึกษาพฤติกรรมของผู้เรียนในระบบ E-Learning เพื่อปรับบทเรียนและวิธีการสอนให้เหมาะกับผู้เรียน ยิ่งสามารถทำให้เหมาะเป็นรายบุคคลได้มากเท่าไรก็ยิ่งสร้างความมีส่วนร่วมได้มากขึ้นเท่านั้น แบบที่เรียกกันติดปากว่า Engagement ไงครับ
  1. รัฐบาลควรสนับสนุนให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ การเรียนรู้ตลอดชีพ (Life Long Learning) สำหรับประชาชนทุกคน เอาแบบพูดง่าย ๆ ว่า อยากเรียนต้องได้เรียน เรื่องนี้ควรทำจริงจังมากกว่าการสร้างกระแสเรื่องกัญชา (ให้ปลูกได้คนละ 5-6 ต้น…จริงหรือเปล่า) ในอนาคตผมเชื่อว่าผู้เรียนไม่ได้ตั้งใจจะเรียนให้จบเพื่อรับปริญญาหรือใบสำคัญต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้รับการศึกษา ในอนาคตผู้เรียนจะเรียนในเรื่องที่อยากรู้ ค้นคว้าด้วยตนเอง และนำไปทำด้วยตนเอง เมื่อประชาชนมีการศึกษาดีขึ้น มากขึ้น หลายเรื่องที่รัฐบาล (ทุกรัฐบาล) ชอบพูดแบบสวยหรู บางคนติดพูดแบบทวงบุญคุณ ก็จะเกิดขึ้นเองแบบไม่ยากนัก ไม่ว่า Digital Economy หรือเรื่องอื่น ๆ

ผมสาธยายมาพอสมควร แล้วก็ขอจบด้วยเรื่องหน้าที่ ภารกิจของรัฐบาลที่ต้องทำเรื่อง Life Long Learning แบบจริงจัง ต่อเนื่อง อย่าคิดแบบเดิม ๆ (หรือเปล่า) ว่าประชาชนที่ฉลาดขึ้นจะปกครองยาก เพราะถ้าชอบพูดว่ารับใช้ประชาชนจริง ๆ ละก้อ มีนายที่ฉลาดน่าจะดีกว่านะครับ

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน