มูลค่าตลาด AgriTech ทั่วโลก มีการประเมินว่า จะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีด้วยตัวเลขสองหลัก 12.1% ต่อปีในช่วงปี 2563-2570

ปี 2562 มีมูลค่า 17,443 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 41,173 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2570 จากการที่หลายประเทศทั่วโลกได้มีการนำ AgriTech ซึ่งมีหลักการทำงานแบบเกษตรแม่นยำ ผ่านหัวใจสำคัญคือ IoT และ Big Data มาช่วยทำการเกษตรอย่างแพร่หลาย

โดยมีแรงผลักดันมาจากข้อจำกัดด้านการเกษตรอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการสินค้ามีคุณภาพมากขึ้น เช่น สินค้าออร์แกนิก ตลอดจนแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร

AgriTech จะเข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว จึงเป็นคำตอบของเกษตรกรในอนาคต ที่จะทำให้การทำการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าการทำเกษตรแบบดั้งเดิม

แล้วในไทย AgriTech มีทิศทางไปทางไหน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การใช้ AgriTech ในไทยจะมีบทบาทมากขึ้นในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า สอดคล้องไปกับเทรนด์โลกที่มีแนวโน้มเติบโตดี

เนื่องจากราคาเทคโนโลยีที่ถูกลงและผู้ประกอบการมีความรู้ด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึง AgriTech ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ สตาร์ทอัป และบริษัทขนาดใหญ่

สะท้อนได้จากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านคุณสมบัติ Young Smart Farmer ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 1,731 รายในปี 2557 เป็น 2,537 รายในปี 2562

รวมถึงในฝั่งของผู้ให้บริการ (Solution Provider) อย่างสตาร์ทอัปที่มีจำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นจาก 50 รายในปี 2562 เป็น 66 รายในปี 2564

โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการฟาร์มที่มีจำนวนมากที่สุด  ซึ่งจะเป็น AgriTech ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่และพื้นที่ที่จำกัด

พื้นที่ขนาดใหญ่

มี AgriTech หลายรูปแบบ เช่น โดรนเพื่อการเกษตร, เครื่องกำจัดวัชพืชควบคุมด้วยระบบ GPS, รถแทรกเตอร์อัตโนมัติติด GPS, เครื่องเก็บเกี่ยวอัตโนมัติ, เซนเซอร์ เป็นต้น

มองว่า ภาพของ AgriTech ที่ใช้ในพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่น่าจะเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จากราคาขายพืชที่ไม่จูงใจนักและต้องคำนึงถึงการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ร่วมด้วย

พื้นที่ที่จำกัด

มี AgriTech หลายรูปแบบ เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory), Green House, Low-Tech Plastic Hoop House, Container Farm, Indoor Deep-Water Culture เป็นต้น

ตอบโจทย์พื้นที่ที่จำกัดได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในเมือง เหมาะในการนำไปใช้ในพืชกลุ่มมูลค่าสูง (High Value) เช่น ผักไฮโดรโปนิกส์ หรือพืชสมุนไพร เพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่มีกำลังซื้อสูง

โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้โรงงานผลิตพืชได้รับความนิยม คือ ราคาขายพืชที่สูงกว่าในแปลงปลูกทั่วไปราว 2-3 เท่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าเกษตรที่เป็นออร์แกนิคมากขึ้น รวมถึงเทรนด์ Farm to Table

มองว่า ภาพของ AgriTech ที่ใช้ในพื้นที่ที่จำกัดน่าจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การใช้ AgriTech ที่ไทยควรมุ่งไป น่าจะเป็น AgriTech สำหรับพื้นที่ที่จำกัด เนื่องจากสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงและสามารถเอาชนะข้อจำกัดของสภาพภูมิอากาศได้อย่างเต็มรูปแบบ

แต่เงื่อนไขความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ภาพตลาดหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ระบบโลจิสติกส์ตลอดสายการผลิต ความพร้อมด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ทำเลที่ตั้ง

ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการทำกำไรในระยะยาว นอกจากนี้ คงต้องอาศัยการให้การสนับสนุนจากภาครัฐร่วมด้วย เช่น การส่งเสริมการลงทุน  สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เป็นต้น



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน