“การประสบความสำเร็จของธุรกิจมันไม่มีจุดตายตัว อย่างปัจจุบันคือมีความสุขกับชีวิตตอนนี้มากแต่มันยังไม่ใช่การประสบความสำเร็จ ในธุรกิจบางอย่างเป็นไปตามเป้าหมายบ้าง ไม่เป็นบ้าง แต่เราสนุกที่ได้ทำ…แต่ถามว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?…คำตอบคือ ปอล์กำลังเดินทางอย่าง ‘เข้มข้น’ และมี ‘สีสัน’

ส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล สุภาพสตรีที่หลายคนรู้จักในฐานะดารา นักแสดง และพิธีกร ซึ่งในวันนี้เธอบอกกับ Marketeer ว่าเบื้องหน้าที่ทุกคนเห็นเป็นเพียง 10% ของอาชีพเท่านั้น เพราะอีก 90% ที่เหลือ เธอคือนักธุรกิจที่ลงมือทำและลุยงานทุกอย่างเองเกือบทั้งหมด

เมื่อ 2 ปีก่อน Marketeer เคยสัมภาษณ์โอปอล์ถึงจุดเริ่มต้นและการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Passion (https://marketeeronline.co/archives/83666) มาวันนี้อัปเดตอีกทีในวันที่ทั้ง 4 ธุรกิจของเธอต้องเจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและโควิด-19

“สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การ Disruption ที่มีชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันโลกดิจิทัลในตอนนี้มันไปเร็วมาก ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ท้าทาย

‘นางแมวป่า’ เองขยับมาเป็น Creative Marketing Digital Agency อย่างเต็มรูปแบบ จากเดิมที่เป็นเพียง Marketing Digital Agency เพื่อให้มีจุดขายที่ชัดเจนและแตกต่าง เราโชคดีที่มีการปรับตัวก่อนที่โควิด-19 จะมา โดยการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด เน้นการสื่อสารที่ชัดเจน เข้าใจตรงกัน ลดขั้นตอนการทำงานที่ยืดเยื้อ ทุกคนต้องมี Multitasking Skill เพราะถ้าเราจะเป็น Digital Agency เราต้องเร็ว ต้องชัดเจน และต้องพร้อมเสมอ”

นั่นทำให้การระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรกที่มีการล็อกดาวน์ ธุรกิจหยุดชะงัก แบรนด์ต่าง ๆ หยุดใช้เงิน แต่โอปอล์ตั้งสติและบอกกับทีมงานของเธอว่าเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเธอมั่นใจว่าถ้าคลายล็อกดาวน์หรือสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่ แบรนด์จะกลับมาทำการตลาด…ซึ่งก็กลับมาจริง

“ดังนั้น ในพาร์ตนางแมวป่ามีช่วงโควิด-19 รอบแรกเท่านั้นที่ลูกค้าไม่ใช้เงิน แต่หลังจากนั้นเรา Kick Off ลูกค้าเก่ายังอยู่ ลูกค้าใหม่เข้ามา เราสแตนด์บายพร้อมทุกสถานการณ์”

สำหรับ Oab’s Soap (โอปโซพ)’ เองก็มีการเปลี่ยนแปลง จากแรกเริ่มที่เป็นแบรนด์สบู่

โอปอล์บอกกับเราว่า โอปโซพได้ขยับขยายเข้าสู่แบรนด์ Skin Care ที่ชูจุดเด่นอย่างการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติทั้งหมดโดยได้รับการรับรองจากแพทย์ผิวหนัง

“ในพาร์ตของ ‘โอปโซพ’ ได้ปรับมาเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติทั้งหมด และได้รับการรับรองจากแพทย์ผิวหนังพร้อมใบการันตี นอกจากส่วนผสมจากธรรมชาติแล้วยังมีนวัตกรรมที่ทำให้เห็นผลในครั้งแรก ๆ และที่สำคัญผลิตภัณฑ์จากโอปโซพจะต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้ตั้งแต่กระบวนการผลิตและขั้นตอนการใช้ นั่นคือจุดขายของเรา”

ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแบรนด์โอปโซพเพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจขาลง แต่ด้วยการวางแผนที่ดีพร้อมการเลือกที่จะทำการตลาดแบบ Niche Market ทำให้สินค้าใหม่ของเธอได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมากกว่านั้นโอปอล์เธอบอกกับเราว่า “หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในช่วง Q4 ของปีนี้แบรนด์โอปโซพจะส่งออกไปยังอเมริกาและจีน”

ขณะที่ธุรกิจร้านกาแฟ O’ s Coffee by Opal และธุรกิจนำเข้าผลไม้และผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ Wa Theater ที่น่าจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แบบเต็ม ๆ โอปอล์อัปเดตให้เราฟังว่า

“แน่นอนทุกธุรกิจย่อมมีเป้าหมาย แต่สิ่งที่ปอล์เรียนรู้มาตลอดคือ การทำธุรกิจเราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและยืดหยุ่นให้ได้ คาดการณ์ล่วงหน้าให้ได้ ทุกวันนี้ปอล์อ่านข่าวเยอะมาก วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ไว้อย่างรอบด้าน

“ตรงนี้เองทำให้ Oab’s Soap และ O’ s Coffee ถูกปรับสู่ออนไลน์มาก่อนหน้านี้ อย่าง ‘Oab’s Soap ที่แม้จะวางขายในโมเดิร์นเทรด แต่ระหว่างนั้นปอล์สร้างช่องทางออนไลน์ให้แข็งแกร่งในทุกช่องทางที่คนสามารถกดเข้าไปซื้อได้ หรืออย่าง O’ s Coffee ที่มีการปรับสู่ออนไลน์เดลิเวอรี่นานแล้ว ซึ่งมันปรับตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้”

ถอดบทเรียนจากการทำงาน และทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรม

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงบอกโอปอล์เธอโชคดีจัง ใครที่คิดแบบนั้นบอกได้เลยว่าคุณคิดผิด!

เพราะตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงตอนนี้ โอปอล์ เธอลงมือวางแผนการตลาดแก้ปัญหาเองทั้งหมด ล้มเหลวเรียนรู้จากประสบการณ์บนเส้นทางธุรกิจนี้ด้วยตัวเอง

“ทั้งหมดมันเริ่มต้นจากความอยากทำ เรารู้ว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไร เราลงสนามจริงเองทั้งหมด เรียนรู้จากการทำจริงทุกอย่าง วางแผน มองหาโอกาส ทำตลาด พัฒนาสินค้า ทุกอย่างมันคือการลองผิดลองถูก มันคือการ “สู้ยิบตา” ในทุกธุรกิจจริง ๆ”

เมื่อถามถึง ‘สปิริต’ ที่ผลักดันให้ธุรกิจของเธอดำเนินจนมาถึงทุกวันนี้ โอปอล์ให้คำตอบที่น่าสนใจ

“สปิริต สำหรับปอล์มันคือนามธรรม สิ่งที่เรียนรู้จากการทำธุรกิจคือ ต้องทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เช่น ถ้าเราเริ่มจากสปิริตคือการอยากทำ อยากทำอย่างเดียวมันไม่เกิดต้องลงมือทำด้วย และการลงมือทำมันต้องมีเป้าหมาย เราอยากเดินไปจนถึงจุดไหน เราอยากเห็นตัวเองเป็นอย่างไร และที่สำคัญเราต้องรู้จักสิ่งที่เราทำอย่างสินค้าหรือบริการของเราให้ดีที่สุด”

ดังนั้น ที่เราบอกว่าเธอลงมือทำทุกอย่างเองทั้งหมดในข้างต้นนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิดเดียว

“ปอล์รู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบในธุรกิจของปอล์ เพราะเราอยู่ด้วยตลอด รู้ข้อดี ข้อเสีย รู้จักตลาด กลุ่มเป้าหมาย และมองหาโอกาสอยู่ตลอด ที่สำคัญคือการมีทีมที่ดีและต้องรู้จักทีมของเราให้ดีที่สุด น้อง ๆ ทุกคนในทีมกล้าที่จะพูดและปรึกษาเรา และอย่างที่บอกคือเราให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ทุกคนต้องคุยและเข้าใจให้ตรงกัน มองเห็นเป้าหมายเดียวกัน องค์กรมันถึงจะเดินหน้าและไปต่อได้”

การเดินทางสู่ความสำเร็จอย่างเข้มข้นและมีสีสัน บนพื้นฐานการมองโลกตามความจริง

ทุกธุรกิจของโอปอล์เธอได้วางแผนและตั้งเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อถามเธอว่าในวันนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง โอปอล์ตอบว่า

“การประสบความสำเร็จมันไม่สามารถวัดกันได้ ไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และมันไม่ได้สำเร็จอย่างง่ายดายในเวลาอันสั้นด้วย หลักการทำงานของปอล์คือ ความระมัดระวังและรอบคอบ ทุกอย่างปอล์วางเป็นขั้นตอนอย่างระมัดระวัง ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดผิดพลาดไม่เป็นไปตามแผน ปอล์จะเข้าใจ ยอมรับ และไปต่อ

“ดังนั้น ปอล์ไม่กล้าพูดว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ตอนนี้คือพึงพอใจและมีความสุขกับชีวิตทุกวันนี้มากแต่มันยังไม่ใช่การประสบความสำเร็จ และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการประสบความสำเร็จคืออะไร เรามีเป้าหมายที่ตั้งไว้ มันเป็นไปตามเป้าบ้าง ไม่เป็นบ้าง แต่เราสนุกกับมัน

ถ้าถามว่าวันนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยังคงตอบว่า ปอล์กำลังเดินทางทำตามขั้นตอนอย่าง ‘เข้มข้น’ และมี ‘สีสัน’ ลุ้นและสนุกกับมันที่สุด”

ลงมือทำเองทุกอย่าง…แต่ทำไมโอปอล์ดูสนุกและมีความสุขกับทุกบทบาทการทำงาน

“หลายคนชอบบอกว่าปอล์เป็นคนมีทัศนคติดี Positive บอกเลยว่า ‘ไม่จริง’ แต่ปอล์มองโลกตามความเป็นจริง เรายอมรับได้ถ้ามันจะไม่ดี คนทำธุรกิจส่วนใหญ่จะรู้ว่าเราไม่สามารถคุมทุกอย่างได้ และการมองทุกอย่างดีเกินไปหรือร้ายเกินไปมันไม่เกิดประโยชน์ ปอล์เลยดูชิล”

แต่ภายใต้ความชิลที่ว่านั้น โอปอล์ย้ำว่า ทุกอย่างเธอวางแผนอย่างละเอียดและรอบด้านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างช่วงโควิด-19 ที่ผ่าน ๆ มาเธอก็เหมือนกับผู้ประกอบการคนอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ แม้จะผ่านมาได้แต่เธอคิดมาก่อนแล้วว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดเธอมีเงินสำรองเลี้ยงพนักงานกี่เดือน และถ้าสุดสายป่านแล้วเธอจะทำอย่างไร หรือในกรณีของโอปโซพ หาก Q4 ที่จะถึงนี้ไม่สามารถส่งออกได้เธอจะทำอย่างไรต่อ ทั้งหมดคือการใช้ชีวิตตามความเป็นจริงที่คิดและวางแผนมาแล้วอย่างดี

ชีวิตส่วนตัวและงานไม่ง่าย แต่จัดการได้

เมื่อให้แบ่งสัดส่วนระหว่างการทำงานเบื้องหน้าและการทำธุรกิจ โอปอล์ตอบอย่างมั่นใจและชัดเจนว่าเบื้องหน้าเธอให้เพียง 10% ที่เห็นคืองานพิธีกรที่เธอรัก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทบาทหน้าที่ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของการชอบพูดคุย ส่วนอีก 90% ที่เหลือคือการทำธุรกิจทั้งหมด

แน่นอนว่านอกจากพาร์ตการทำงาน อีกหนึ่งมิติที่ทุกคนรู้คือการเป็นแม่และภรรยา ถามว่าทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานที่ต้องดูแลถึง 4 ธุรกิจ เธอจัดการทั้งหมดนี้ได้อย่างไร

“อย่างที่บอกว่าโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิด Disruption ซึ่งมันมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นคือแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ต่าง ๆ ที่ช่วยทุ่นเวลาจ่ายตลาด ซื้อของใช้ไปได้ หรือเมื่อก่อนปอล์เป็นคนชอบดูหนังและต้องดูที่โรงหนังเท่านั้น ปัจจุบันเป็นสมาชิกแอปฯ สตรีมมิ่งเกือบทุกค่าย นี่คือโลกดิจิทัล ที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น

“ในมุมของการทำงานที่ต้องติดต่อและตัดสินใจทุกอย่างเองหมด ประชุมกับพาร์ตเนอร์ คุยเรื่องโปรโมชั่น พัฒนาสินค้า กระทั่งดูการออกแบบแพ็กเกจจิ้งเองทุกขั้นตอน ซึ่งปอล์ไม่พกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กใด ๆ การติดต่อสื่อสารคุยงานทุกอย่างเราทำผ่านสมาร์ทโฟนหมด

“ล่าสุดคือการ Approve แพ็กเกจจิ้งผลิตภัณฑ์ใหม่ของโอปโซพที่ใช้สีพีช ซึ่งถ้าไล่เฉดสีผิดมันจะพังทันที ทำให้ปอล์ต้องขับรถไปเช็กสีรอการผสมสีและยืนยันกับทางโรงพิมพ์เองซึ่งอยู่ไกลมาก แต่สมาร์ทโฟน OPPO Find X3 Pro 5G ที่มีหน้าจอแสดงผล 1 Billion Colours มันทำให้สีที่โรงพิมพ์ส่งมาให้มันไม่เพี้ยน จากที่ต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันเราสามารถจบงานได้ที่บ้านมีเวลาอยู่กับลูกหรือทำงานอย่างอื่น

“หรืออย่างเร็ว ๆ นี้ต้องถ่ายรายการ ‘กี้ซดโอปโซ้ย’ ซึ่งโควิด-19 ทำให้ออกกองไม่ได้ ปอล์ต้องถ่ายทำคอนเทนต์เองที่บ้านผ่านสมาร์ทโฟนและส่งฟุตเทจไปให้ทีมงานตัดต่อได้ทันที ยังไม่รวมการเรียนออนไลน์หรือการหากิจกรรมเล่นกับลูก ๆ ที่สมาร์ทโฟนเครื่องเดิมก็สามารถช่วยได้ ด้วยการมีกล้อง Microlens กำลังขยายสูงสุดถึง 60 เท่า ปอล์นำมาปรับใช้ซูมดูพื้นผิววัสดุต่าง ๆ อย่างเส้นใยของผ้าหรือรายละเอียดเล็ก ๆ ให้ลูกได้สนุกกับการเรียนรู้ ที่สำคัญเวลาเรารีบ ๆ แต่แบตฯ ใกล้หมด ก็มีระบบชาร์จไวแค่ 10 นาทีก็ได้แบตฯ เพิ่มขึ้นมากถึง 40%”

“นี่คือโลกดิจิทัลและนวัตกรรมที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น จัดการเวลาและทุกอย่างได้ดียิ่งขึ้น ปอล์ก็เป็นผู้บริโภคคนหนึ่งที่มีวิธีเลือกคือ อะไรที่ง่าย มีคุณภาพ และตอบโจทย์เรามากที่สุด นั่นคือคำตอบ”

คำถามทิ้งท้ายกับเธอว่า ถ้าเปรียบชีวิตเป็นสีสัน ตอนนี้ชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ ปาณิสรา อารยะสกุล อยู่ในโทนสีใด

“สีฉูดฉาดสะใจเลย เหมือนเวลากดเลือกสีแล้วเห็นสีเยอะ ๆ ทุกโทนสีเป็นแบบนั้นเลย แต่โชคดีคือไม่ค่อยมีโทนสีหม่น เพราะเคยหม่นแล้วไม่มีประโยชน์ เศร้าแล้วเราหาทางออกไม่ได้ เราต้องอยู่กับความเป็นจริงทุกอย่าง ถ้าเกิดอะไรขึ้นแค่ตั้งหลักและเอาใหม่ ไม่ว่าจะสีอะไรเข้ามาเราต้องไปต่อให้ได้ เรารู้ว่าชีวิตมันไม่ได้สวยงาม มันคือการสู้ยิบตากันทุกวันนั่นแหละ”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน